หน้าแรก » การตลาด-ยานยนต์ » ปทุมธานี-รวมตัวจัดตั้งสมาคมเหล็กลวด

ปทุมธานี-รวมตัวจัดตั้งสมาคมเหล็กลวด

โพสต์โดย : ice เมื่อ 8 ต.ค. 2559 23:23:24 น. เข้าชม 782 ครั้ง แจ้งลบ

50บริษัทรวมตัวจัดตั้งสมาคมเหล็กลวดพัฒนาการผลิตให้เข้มแข็งแข่งขันตลาดโลก
     เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ (8 ตุลาคม 2559)  นายเบญจพงษ์ โล่ห์ชิตกุล นายกสมาคมเหล็กลวด ได้แถลงข่าวเปิดตัวสมาคมเหล็กลวด พร้อมสมาชิก จำนวน 50 ราย รวมตัวกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตให้มีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ที่ โรงแรมเดอะทวินทาวเวอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
     ด้านนายเบญจพงษ์ โล่ห์ชิตกุล นายกสมาคมเหล็กลวด กล่าวว่า วัตถุประสงค์การก่อตั้งสมาคมเหล็กลวดเป็นการรวมตัวของผู้ใช้เหล็กลวดเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูปชนิดต่างๆ เช่น ลวด ตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ตะปู น๊อต เพลาขาว ลวดเชื่อม  ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้เหล็กลวดเข้าร่วมเป็นสมาชิกจำนวน 50 ราย มีการจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่า 10,000 อัตรา มีมูลค่าทางธุรกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท และจ่ายภาษีให้แก่รัฐไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี  การรวมตัวของผู้ใช้เหล็กลวด ดังกล่าวเป็นการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตให้มีความเข้มแข็ง แข่งขันในตลาดโลกได้
       ในการแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูปชนิดต่างๆ จำเป็นต้องใช้เหล็กลวดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากเหล็กลวด ที่ผลิตได้ในประเทศมีปัญหาด้านคุณภาพไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งมีสารปนเปื่อน เนื่องจากใช้วัตถุดิบตั้งต้น เป็น เศษเหล็กคุณภาพต่ำมีความปนเปื้อนสูง แตกต่างจากเหล็กลวดนำเข้าที่ผลิตจาก แร่เหล็กบริสุทธิ์ จึงทำให้เหล็กลวดในประเทศ เกิดการหัก เปราะ หรือขาดในขณะทำการแปรรูป นอกจากนี้ยังมีปริมาณการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ในประเทศทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการสั่งซื้อและส่งมอบอีกด้วย 
      ดังนั้น ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าเหล็กลวดจากต่างประเทศ แต่ผู้ผลิตในประเทศบางรายกลับพยายามให้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จว่า เหล็กลวดนำเข้ามีคุณภาพต่ำเพราะมีการเจือโบรอน ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้วการเจือโบรอนในปริมาณที่เหมาะสม (ร้อยละ 0.0008 – 0.0065) ทำให้เหล็กลวดมีคุณภาพดีขึ้น ช่วยให้เหล็กลวดไม่หัก เปราะ หรือขาดในขณะทำการแปรรูป
      แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในวงการอุตสาหกรรมไทยคือ ผู้ผลิตพยายามผลักดันภาครัฐให้ออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆเพื่อบีบบังคับให้ผู้ใช้จำยอมต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศซึ่งมีคุณภาพต่ำ ทั้งๆที่ผู้ผลิตในประเทศเองไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการด้านคุณภาพที่หลากหลายของผู้ใช้ได้
     ส่วนปัญหาที่บรรดาสมาชิกของสมาคมฯต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดต่อไปอีกคือ  
     1. การปรับแก้มาตรฐานเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจาก มอก.348-2540 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผู้ประกอบการใช้มายาวนานเกือบ 20 ปี เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ซึ่งทางสมาคมพิจารณาแล้วพบว่า ธาตุบางชนิดที่เพิ่มลงไปในองค์ประกอบของเหล็กลวดในมาตรฐานฉบับใหม่นี้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานใดๆในโลก รวมทั้งไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายมาอธิบายถึงความเหมาะสมในการใช้งาน ส่วนด้านกระบวนการปรับแก้มาตรฐานฉบับนี้เป็นการดำเนินการที่ไม่คำนึงถึงหลักการสำคัญของการมาตรฐานที่ต้องผ่านวิธีการเห็นพ้องต้องกัน (consensus method) รวมทั้งยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าคณะกรรมการฯผู้จัดทำมาจากผู้ผลิต ผู้ใช้ และนักวิชาการในสัดส่วนที่สมดุลกันหรือไม่ เนื่องจากไม่พบว่ามี ผู้ใช้เหล็กลวดในการแปรรูป ร่วมอยู่ในคณะกรรมการฯผู้จัดทำแม้แต่รายเดียว
     2.  การเปิดทบทวนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดของสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำฯ ตามประกาศของกรมการค้าต่างประเทศเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 ซึ่งก่อนหน้านั้น ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559โดยได้ยกเว้นการเก็บอากรการทุ่มตลาดสำหรับเหล็กลวดคาร์บอนต่ำฯ 4 กลุ่มเนื่องจากผู้ผลิตในประเทศยังไม่สามารถผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งทางสมาคมฯมีข้อสังเกตุว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านไปไม่ถึงปีกรมการค้าต่างประเทศมีหลักฐานทางด้านวิชาการใดหรือข้อเท็จจริงใดที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะยืนยันได้ว่า ผู้ผลิตในประเทศสามารถผลิตเหล็กลวดคาร์บอนต่ำทั้ง 4 กลุ่มได้อย่างมีคุณภาพและสามารถจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จนนำไปสู่กระบวนการเปิดทบทวนดังกล่าว