หน้าแรก » รายงานพิเศษ » ศรีสะเกษ-ร่วมมือเข้มแข็ง สร้างรากฐานตำบล

ศรีสะเกษ-ร่วมมือเข้มแข็ง สร้างรากฐานตำบล

โพสต์โดย : ice เมื่อ 10 ต.ค. 2559 22:18:52 น. เข้าชม 452 ครั้ง แจ้งลบ

สกู๊ปพิเศษ โดย ธาริณี แพทย์เมืองจันทร์
ความร่วมมือเข้มแข็ง สร้างรากฐานมั่นคงตำบลโพธิ์
          ความร่วมมือของกลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 1 บ้านโพธิ์ และหมู่ที่ 3 บ้านโนนจาน ต.โพธิ์ อ.เมือง  จ.ศรีสะเกษ ในโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ตลอด 3 ปี  ได้ยกระดับอาชีพการเกษตร  ที่สำคัญด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกัน ทำให้ความเข้มแข็งของเกษตรกร ในพื้นที่จัดรูปที่ดินเติบโตขึ้นตามมา   กลายเป็นกระบวนการสร้างฐานรากของความยั่งยืนให้กับเกษตรกร
          การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน  ให้น้ำหนักกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  การดำเนินโครงการ นี้ เป็นการนำแนวทาง “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” มาส่งเสริมให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตจัดรูปที่ดิน ได้พัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางของตนเอง  และให้ตระหนักได้ว่า เกษตรกรเป็นผู้มีศักยภาพในการดูแลแหล่งน้ำ ร่วมกันคิดออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ ดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน
          สำหรับพื้นที่ของ ต.โพธิ์  อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ  ได้รับการบรรจุให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ดำเนินงานมานับตั้งแต่ปี 2557-2559 ภายใต้ดำเนินการ ของสำนักจัดรูปที่ดินกลาง ในสังกัดกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยพื้นที่เขตโครงการจัดรูปที่ดิน ครอบคลุม 2 หมู่บ้าน ที่อยู่ในเขตปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โพธิ์
          การดำเนินโครงการนี้  ที่หมู่ที่ 1 บ้านโพธิ์ และหมู่ที่ บ้านโนนจาน 3  ต.โพธิ์  อ.เมือง  จ.ศรีสะเกษ ผลประโยชน์  ได้กระจายครอบคลุมไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ยังความอุดมสมบูรณ์มาสู่พื้นเกษตกรรม  จากเดิมที่คนในหมู่บ้าน ค้าแรงงานเพื่อสร้างรายได้ แต่เมื่อมีการจัดรูปที่ดิน ทำถนน ทำคลองส่งน้ำ ทำให้พื้นดินที่ซึ่งเคยแห้งแล้ง  กลับมาอุดมสมบูรณ์   วิถีของเกษตรกรรมที่มั่นคงกลับคืนมา
           นายณัฐกิต กองรักษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ  กล่าวว่า  การบรรจุให้อยู่ในโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มคณะทำงานขึ้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตร จนทำให้เกษตรกรในพื้นที่ สามารถประกอบอาชีพได้ดีขึ้นตามลำดับ มีรายได้เพิ่มขึ้น ในเรื่องปัญหาของชุมชน ปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติดหายไป การพัฒนาชุมชนให้เข็มแข็งยั่งยืนทำได้ง่ายขึ้น ประชากรในวัยทำงานกลับมาสู่ภาคการเกษตร  ลดปัญหาการทิ้งถิ่นฐาน
          นายเพทาย ศิริบูรณ์ อายุ 61 ปี  เกษตกรบ้านโนนจาน หมู่ที่ 3 ต.โพธิ์  อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ภายหลังจากมีการจัดรูปที่ดินในพื้นที่นาของตน ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น  เพราะว่ามีการพัฒนาเส้นทางไปถึงพื้นที่ทางการเกษตร การเดินทางทำได้สะดวกขึ้น การขนส่งผลิตผลทางการเกษตร ไปสู่ตลาดทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อมีโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯ เข้ามา ทำให้คนในชุมชนคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ อย่างเป็นธรรม
          นายบุญธรรม แอนดก อายุ 61 ปี  เกษตรกรบ้านโพธิ์ หมู่ที่ 1 ต.โพธิ์  อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า  การรวมกลุ่มของเกษตรกร ถือเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง เพราะจะให้สมาชิกต้องอยู่บนพื้นที่ฐานความเป็นธรรม การมีวินัย รักษากฎของกลุ่ม  โดยหลังจากที่เกษตกรได้ตั้งกลุ่มกันสำเร็จ ก็พัฒนากลุ่มมาเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยทำนาเพียงอย่างเดียว ก็พัฒนาทำการเกษตรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำนา การทำสวน การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม พื้นที่ดินกลับมามีคุณค่าทางเศรษฐกิจ  ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ เข้ามาให้ความรู้เกษตรกร จนเกษตรกรยกระดับตัวเองขึ้นมาได้
           ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ความสำเร็จที่สำคัญของโครงการนี้อยู่ที่ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เกษตรกรต้องตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เห็นถึงศักยภาพของตนเองและชุมชน ตระหนักถึงความเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันวางแผนงานเพื่อพัฒนาให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง  สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเอง และระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับเจ้าหน้าที่ ก่อเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงในด้านต่างๆ
          นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า การพัฒนาการเกษตรในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน  ได้นำเอาแนวทาง การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” มาส่งเสริมให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตจัดรูปที่ดินสามารถพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทาง ของชุมชนตนเองได้ เกิดกระบวนการร่วมกันคิดออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ ดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานได้เอง เกิดการตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ   อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในที่สุด