หน้าแรก » ตีกลองร้องทุกข์ » ลพบุรี-ที่ดินเดือด ร้องหน่วยงานรัฐกลับถูกรังแกซ้ำ

ลพบุรี-ที่ดินเดือด ร้องหน่วยงานรัฐกลับถูกรังแกซ้ำ

โพสต์โดย : tin เมื่อ 13 ก.ย. 2561 11:48:35 น. เข้าชม 232 ครั้ง แจ้งลบ

ภาพ/ข่าว กฤษณ์ สนใจ
  ที่ดินเดือดอ้างเป็นมาเฟียผู้มีอิทธิพล ร้องหน่วยงานรัฐกลับถูกรังแกซ้ำ
          ที่ศูนย์ปฏิบัติการนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ตัวแทนของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้เดินทางมาเพื่อร่วมในการสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องที่ นายสวัสดิ์ เจริญวงษ์ อายุ 63 ปี น.ส.วิยะดา เจริญวงษ์ อายุ 41 ปี บุตรสาวของนายสวัสดิ์ พร้อมด้วยญาติ ได้เข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐหลายที่ทั้งในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และหน่วยงานหลักของรัฐ เกี่ยวกับการถูกกล่าวอ้างว่าเป็นมาเฟีย เป็นผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องปัญหาเรื่องที่ดิน ทั้งที่ความจริงเกิดจากการถูกรังแกจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบที่เพิกเฉยจนเวลาลุล่วงมากว่า 10 ปี บางรายเกษียณอายุราชการไปแล้ว บางรายกำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จึงอยากจะร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ให้พิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวด้วย 
          วันนี้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สำนักงานเลขานุการกรมกลุ่มกฎหมาย ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษลงพื้นที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี  ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอ้างกล่าวว่ามีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทับซับซ้อน โดยมีนายกฤษนัย ศรีจันทร์ นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยนิติกร นายช่างสำรวจ โดยมีนายสวัสดิ์ เจริญวงษ์ และบุตรสาวเข้าชี้แจง และเริ่มทำการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยทางนายสวัสดิ์ เจริญวงษ์ ผู้ร้องได้ขอให้สื่อได้เข้ารับฟังการชี้แจงในครั้งนี้ด้วย การสืบสวนเป็นไปอย่างเข้มข้น ผู้ร้องได้นำหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้หลายพันหน้า มากองตรงหน้าประธานเพื่อให้ตรวจสอบ พร้อมทั้งได้เปิดคลิปวีดีโอ การสอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในหลายปีที่ผ่านมา 
          เรื่องจากเดิมนายสวัสดิ์ เจริญวงษ์ อายุ 63 ปี ได้มีการซื้อที่ดิน น.ส.3. ก เลขที่ 25 มาจากนายขจรศักดิ์ มนัสติยะ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2549 โดยเจ้าของ น.ส.3.ก.เดิมคือทิน บุญส่ง บิดาของคู่กรณี ได้ขายเปลี่ยนมือให้กับนายขจรศักดิ์ และได้ขายต่อมาให้กับนายสวัสดิ์ เจริญวงษ์   หลังจากนายสวัสดิ์ ได้ตกลงซื้อที่ดินเป็นที่เรียบร้อย ถูกต้องจึงได้ไปจดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดินสาขาพัฒนานิคมลพบุรี  แต่กลับพบว่าคู่กรณี บุตรสาวของนายทิน (เจ้าของที่ดินเดิม) อ้างว่าที่ดินที่พ่อขายไม่ได้อยู่ที่ในที่ดินแปลงนี้  ซึ่งหลังจากนั้นคู่กรณีได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวที่ยังเป็นข้อพิพาท ไปสมัครสมาชิกนิคมสร้างตนเองที่จังหวัดลพบุรี โดยมีนายสวัสดิ์ เจริญวงษ์ เจ้าของที่ดินขอคัดค้าน นิคมสร้างตนเองลพบุรีกลับออกหนังสือเอกสาร นค.3 หรือเอกสารหนังสือการทำประโยชน์ให้กับคู่กรณี โดยนิคมสร้างตนเองลพบุรี กล่าวกับนายสวัสดิ์ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายบุคลากรขาดความต่อเนื่องจึงทำให้เรื่องของนายสวัสดิ์ที่คัดค้านไว้ตกไป จึงทำให้ได้ออกเอกสารไปให้กับคู่กรณี  หลังจากนั้นนายสวัสดิ์ เจริญวงษ์  ได้ร้องขอให้นิคมสรางตนเองจังหวัดลพบุรี ตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่กลับถูกเพิกเฉยเรื่อยมา นายสวัสดิ์ จึงได้เริ่มร้องขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานของรัฐต่างๆ อาทิ ปปท. ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลพบุรี หน่วยตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบภาครัฐ ของ คสช.ส่วนกลาง และร้องเรียนไปที่กองพัฒนาสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หน่วยงานต้นสังกัดของนิคมสร้างตนเองเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกระบวนการการออกเอกสารสิทธิ นค.3 กับคู่กรณีดังกล่าว
            ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบจากกองพัฒนาสังคม กลุ่มเป้าหมายพิเศษ หน่วยงานต้นสังกัดของนิคมสร้างตนเองลพบุรี  พบว่าบันทึกแจ้งการครอบครอง ใบสมัคร  หนังสือการทำประโยชน์ นค.3 เอกสารมีความขัดแย้งกันทั้งหมด อีกทั้งมีรอยลบ ขูด ขีด ฆ่า แก้ไขพื้นที่ข้างเคียงซึ่งคาดว่าน่าจะส่อไปในทางทุจริต ซึ่งวันนี้ครอบครัวของตนเองได้ถูกรังแกจากหน่วยงานรัฐ จากนิคมสร้างตนเองลพบุรี กองพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษใช้ระยะเวลาตรวจสอบนานกว่า 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้าครอบครัวเดือดร้อนอย่างหนัก ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมาย กว่า 10 ปี ก็ยังมีคู่กรณี มีข้อพิพาททั้งที่เอกสารต่างๆ ถูกออกจากหน่วยงานรัฐกลับไม่มีการตรวจสอบ ทุกหน่วยงานมีหนังสือสอบถามไปยังนิคมสร้างตนเองลพบุรี ว่าได้ออกเอกสารไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  จนเวลานี้นิคมสร้างตนเองก็ยังไม่มีการตอบคำถาม ตอบหนังสือไปให้หน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ว่าได้ออกเอกสารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งแสดงว่านิคมสร้างตนเองลพบุรี เป็นหน่วยงานที่เพิกเฉย จงใจ เจตนาทำการละเมิดเข้าข่ายครอบครัวของตนเองถูกรังแกจากนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี 
              นายกฤษนัย ศรีจันทร์ นักพัฒนาสังคม ในฐานะประธานได้กล่าวว่าจากการตรวจสอบเอกสารทั้งหมดตนเองจะได้นำเรื่องดังกล่าวรายงานผู้อำนวยการกรมพัฒนาสงคมและสวัสดิการ เพื่อรายงานให้กับอธิบดี ซึ่งถ้าอธิบดีเห็นว่าสิ่งที่ทางเรารายงานไป พึงพอใจแล้ว ข้อมูลครบถ้วน ดูดีแล้ว อธิบดีจะสั่งการอย่างไรก็ตามคำสั่ง หรือถ้าข้อมูลต่างๆ ไม่เพียงพอทางเราก็จะรีบลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง และจะได้รายงานให้ผู้ร้องทราบทันทีภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 61 ถึง 3 ต.ค. 61