หน้าแรก » ตีกลองร้องทุกข์ » ราชบุรี-ยื่นหนังสือค้านการปฏิรูปพลังงานไทย

ราชบุรี-ยื่นหนังสือค้านการปฏิรูปพลังงานไทย

โพสต์โดย : tin เมื่อ 24 ก.ย. 2561 21:42:26 น. เข้าชม 92 ครั้ง แจ้งลบ

ภาพ/ข่าว สุจินต์ นฤภัย (เต้)
 ประชาชนในพื้นที่ราชบุรี รวมตัวคัดค้านการปฏิรูปพลังงานไทย ที่หน้าศาลากลางจังหวัด ด้านตัวแทนเผยอยากให้เปลี่ยนระบบการจัดการเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิต จะทำให้ประเทศมีรายได้นับแสนล้านบาทต่อปี  
     วันที่ (24 ก.ย. 61)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า... ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดราชบุรี ได้มีกลุ่มสภาพลังงานเพื่อประชาชน จ.ราชบุรี จากหลายอำเภอมารวมตัวถือป้ายคัดค้านพร้อมเข้ายื่นหนังสือต่อนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัด  ถึงกรณีการประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกช เอราวัณ ผ่านไปยัง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เพื่อขอให้ชะลอการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกช และเอราวัณออกไปก่อนเพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้อมีข้อบกพร่องร้ายแรง ซึ่งจะนำไปสู่การฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.  2560  มาตรา  164 ( 1 ) โดยจะทำให้การบริหารงานคณะรัฐมนตรี ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม 


     ทั้งนี้ผู้มาเรียกร้องได้ถือป้ายเขียนข้อความ “ ก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทย แหล่งบงกชและเอราวัณ ต้องใช้ระบบจ้างผลิตเท่านั้น และตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติ ” บางป้ายเขียนว่า “ น้ำมัน และก๊าซ ต้องใช้ในประเทศก่อนเหลือจึงส่งขายต่างประเทศ ” “ หยุดอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ลดราคาให้คนไทยทันที น้ำมัน ก๊าซ 3 บาทต่อลิตร/กก.”  “ น้ำมันไทยลิตรละ 30 บาท น้ำมันพม่า ลิตรละ 22 บาท พม่าซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นไทย ” และอีกหลายข้อความ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน จะทำให้ราคาลดลง 3 บาทต่อลิตร จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้อีกประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี  และการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม จะทำให้ราคาลดลง 45 บาท ต่อถัง จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้อีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี 
      นายประเสริฐ มงคลพร อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 ซอย 4 ถนนแม้นรำลึก ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี  ผู้ประสานงานสภาพลังงานเพื่อประชาชน จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีประมูลใหม่ ซึ่งมี 5 บริษัท มาซื้อแบบไปแล้ว และจะนำไปยื่นในวันพรุ่งนี้  สำหรับการยื่นจะเป็นแบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งทางประชาชนไม่เห็นด้วย เพราะหากแบ่งปันผลผลิต รัฐบาลจะได้ส่วนแบ่งประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ บริษัทได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือ 40 เปอร์เซ็น 60 เปอร์เซ็นต์  แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นระบบจ้างผลิต บริษัทจะได้ไปแค่ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก็จะได้ไปประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้เข้ารัฐบาลมากกว่า ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท   ซึ่งเงินนี้สามารถจะเอามาพัฒนาประเทศไทยได้มาก ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข ดังนั้นสภาพลังงานเพื่อประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณาทบทวนกฎกระทรวงและประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับแนวทางบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช เอราวัณที่สัมปทานจะสิ้นอายุในปี พ.ศ. 2565- 2566 เพราะไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล