หน้าแรก » ภูมิภาค » นครสวรรค์-แผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

นครสวรรค์-แผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

โพสต์โดย : tin เมื่อ 10 ต.ค. 2561 17:54:16 น. เข้าชม 38 ครั้ง แจ้งลบ

ภาพ/ข่าว ชาติชาย เกียรติพิริยะ
แผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด   
   เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 ตุลาคมนี้ ที่ห้องประชุมเสือพ่นน้ำ บึงบอระเพ็ด นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษา นายสถาพร รักชีพ วิศวกร รศ.ดร.เดช วัฒนชัยยิ่งเจริญ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ ม.นเรศวร และนายมนู สิงเรือง อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ ม.นเรศวร คณะผู้ทำการศึกษาเก็บข้อมูล เดินทางมาเพื่อติดตามความก้าวหน้าผลการศึกษาทบทวนแผนการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปแผนงาน/โครงการและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งสรุปได้  7 ด้าน ดังนี้คือ ด้านการแก้ปัญหาน้ำท่วม งบประมาณ 1,040 ล้านบาท  ด้านการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร งบประมาณ 2,054 ล้านบาท ด้านการปรับปรุงคุณภาพน้ำ งบประมาณ 622 ล้านบาท ด้านการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค ด้านการฟื้นฟูต้นน้ำและการป้องกันการพังทลายของดิน ด้านการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด งบประมาณ 402 ล้านบาท ด้านการพัฒนาศักยภาพบึงบอระเพ็ดเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต งบประมาณ 131 ล้านบาท (เป็นการรายงานโครงการศึกษาทบวนแผนพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 5 เดือน) ซึ่งจากทั้งหมด 7 ด้าน จะมีโครงการในรายละเอียดต่างๆกว่า 60 โครงการ และยังมีโครงการเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการก่อน 2 โครงการคือ โครงการประตูระบายน้ำปากคลองบอระเพ็ด ที่ใช้งานไม่ได้ อาจจะต้องดำเนินการซ่อมหรือทุบรื้อทิ้ง กับโครงการประตูระบายน้ำคลองบางปองที่เป็นฝายน้ำล้น แต่ไม่มีคลองระบายน้ำเพื่อให้น้ำที่เกินระดับความสูงของประตูระบายน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา สภาพคลองบางปองค่อนข้างแคบและตื้นเขิน จะต้องมีการขุดลอก
  ซึ่งจากการศึกษาและเก็บข้อมูล ทางคณะทำงานได้นำมาเป็นข้อสรุปและเสนอแนะให้กับ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. โดยนายสมเกียรติ ได้มีความเห็นว่า ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องของบึงบอระเพ็ดจะต้องมีคณะกรรมการพิเศษคอยติดตามดูแล พร้อมทั้งจะนำโครงการทั้งหมดเข้าเสนอไว้ในแผนยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ 20 ปี โดยมีแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี เป็นแผนแม่บทน้ำแห่งชาติ ที่จะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่
  นอกจากนี้ยังมีประชาชนชาว ต.ทับกฤช จำนวนกว่า 20 คน เข้าร่วมรับฟัง และเสนอข้อปัญหาเพื่อให้ทางคณะของนายสมเกียรตินำไปศึกษา รวมทั้งหาทางแก้ไขให้เป็นรูปธรรม  เช่น เรื่องการโยกย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บึง จำนวน 85 ครัวเรือนที่ บ้านห้วยหิน หมู่ 9 ต.พระนอน ที่พร้อมจะออกจากพื้นที่แต่ยังไม่มีที่อยู่ นายสมเกียรติให้ข้อเสนอแนะว่า เข้าไปอยู่ได้อย่างไร ถ้าจะออกก็จะจัดหาพื้นที่ให้ แต่ต้องเป็นการเช่าอาศัยอยู่ เพราะถ้าจัดหาให้ฟรีทั้งหมดก็จะมีคนบุกรุกเข้าไปอีก ก็ต้องหาที่อยู่ให้ตลอดไปไม่จบสิ้น
   เรื่องการจัดทำเขตบึงให้ชัดเจน เพื่อประชาชนจะได้ทราบ ว่าตนเองอยู่ในพื้นที่บึงหรือไม่ นายสมเกียรติ บอกว่าจะจัดทำแผนที่ส่งให้ทาง อบต.เพื่อติดประกาศให้ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบบึงทราบ รวมทั้งจะจัดทำคันดินรอบบึงให้เป็นแนวเขตที่ชัดเจน รวมทั้งจะลงหลักปักเขตอย่างถาวร แต่จะต้องค่อยทำค่อยไปเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากนัก แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เพราะพื้นที่บึงมีแนวที่ชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่
   อีกเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาคือการเช่าที่ดินของ อบจ.นครสวรรค์ จำนวนกว่า 3,000 ไร่เพื่อทำโรงเรียนชาวนา ครัวปลา สู่ครัวโลก ที่บ้านทุ่งแว่น ต่อมทาง อบจ.ขอคืนพื้นที่เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ทางเทศบาลตำบลทับกฤชจึงได้ทำเรื่องขอเช่าพื้นที่ทั้งหมดต่อจาก อบจ.ไปยังธนารักษ์ แต่ยังไม่ได้คำตอบ ต่อมาทราบว่ามีผู้เข้าไปขอเช่าและจัดสรรให้คนปลูกแตงโมขาย จากเรื่องนี้ได้รับทราบว่าเป็นพื้นที่อยู่ในความดูแลของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าจำนวนหนึ่ง กรมประมงอนุญาตให้เช่าทำบ่อปลา ปลูกพืชตามเกษตรทฤษฎีใหม่  ในสัญญาเช่าไม่มีการให้ปลูกแตงโม นายสมเกียรติ เสนอว่า การจะเช่าที่ของบึงบอระเพ็ด ควรจะต้องมีข้อกำหนดที่ชัดเจน ดูผลกระทบโดยรวมและต้องพิจารณาด้วยว่าจะบริหารจัดการบึงบอระเพ็ดให้เป็นไปในรูปแบบใด ที่ไม่ขัดต่อระเบียบของทางราชการและไม่เกิดผลเสียหายต่อบึงบอระเพ็ด
   นายสมเกียรติ ได้กล่าวว่า สำหรับในด้านการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ควรจะต้องจัดตั้งองค์กรรัฐในรูปแบบพิเศษที่มีความเหมะสมและมีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่บึงบอระเพ็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคู่มือการดำเนินงานสำหรับเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ และสำหรับของประชาชน เพื่อการดำเนินการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีความชัดเจนในการถือครองที่ดิน ดินตะกอนจากการขุดลอกบึงได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์บึง กำหนดพื้นที่และประเภทของการใช้ประโยชน์ของบึง
    และสุดท้ายคือการพัฒนาศักยภาพบึงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้หน่วยงานภาครัฐ นักท่องเที่ยวและชุมชน ได้มีแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและวิถีชุมชนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์บึงอย่างยั่งยืน การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและการให้บริการข้อมูลข่าวสารอย่างมีคุณภาพ ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนมีส่วนร่วมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลผลิตการเกษตร และร่วมกันบริหารจัดการเพื่อยกระดับรายได้ให้ประชาชนในท้ายที่สุด