หน้าแรก » คำสารภาพสุดท้ายนักโทษประหาร » พันธุ์ สายทอง...ผู้มีนางเอกในดวงใจ

พันธุ์ สายทอง...ผู้มีนางเอกในดวงใจ

โพสต์โดย : Admin เมื่อ 4 ก.ย. 2559 01:04:48 น. เข้าชม 1149 ครั้ง แจ้งลบ

โดย ยุทธ บางขวาง

พันธุ์  สายทอง ... ผู้มีนางเอกในดวงใจ

         น.ช. พันธุ์หรือแหล่ สายทอง อายุ 34 ปี หมายเลขประจำตัว 374/39 คดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี และฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530 มาตรา 3 และ มาตรา 289(5) (7) มาตรา 92 หมายเลขคดีดำที่ 4017/39 หมายเลขคดีแดงที่ 3787/39 ศาลอาญาธนบุรี เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด จังหวัดกรุงเทพมหานคร
                       วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สน.บางพลัดได้รับแจ้งเหตุพบศพเด็กนักเรียนหญิง ภายในห้องน้ำของโรงเรียนวัดรวก ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและทราบว่าเด็กหญิงผู้เสียชีวิตชื่อ ด.ญ.สุพรรษา  เชิดชู หรือน้องอ้อม อายุ  5 ขวบ เป็นนักเรียนของโรงเรียนวัดรวก ชั้นอนุบาล 1 สภาพศพนั่งพิงผนังห้องน้ำด้านนอก ช่วงล่างเปลือยเปล่ามีร่องรอยถูกข่มขืนที่บริเวณอวัยวะเพศ รวมทั้งมีคราบอสุจิและขนเพชรติดอยู่ ที่ลำคอมีรอยเขียวช้ำคล้ายถูกบีบอย่างแรง ที่ไหล่ขวาพบขนรักแร้ติดอยู่ 1 เส้น บริเวณใบหน้าและเสื้อนักเรียนที่สวมใส่อยู่เปียกชื้นไปด้วยน้ำ 
                       ภายในห้องน้ำห้องที่ 3 พบกระโปรงและกางเกงในของเด็กถูกถอดทิ้งไว้ข้างโถส้วม รองเท้านักเรียนถูกถอดไว้ปากประตูห้องน้ำ โดยนักเรียนชายชั้น ป.4 จำนวน 2 คนเป็นผู้พบศพ และได้รีบไปแจ้งให้อาจารย์ทราบ เมื่ออาจารย์มาถึงเห็นเด็กนอนนิ่งอยู่ภายในห้องน้ำ เข้าใจว่าเด็กยังไม่สิ้นใจ จึงรีบอุ้มออกมาเพื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่เมื่อทราบในภายหลังว่าเด็กได้สิ้นใจไปแล้ว จึงได้วางเด็กไว้ข้างผนังห้องน้ำพร้อมกับรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ
                       จากการสอบสวนหาพยานในที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ามีนักเรียนชายหลายคนเห็นผู้ชายอายุประมาณ 30 ปี ท่าทางมีพิรุธ แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวสลับน้ำเงิน สวมกางเกงยีนส์ขายาว เดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ และมีนักเรียนชายชั้น ป.4 ยืนล้างหน้าอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ เห็นชายแต่งตัวดังกล่าวโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำที่เกิดเหตุ   เมื่อชายคนนั้นเห็นเด็กนักเรียนชายมองไปทางตนก็รีบผลุบหน้าหลบกลับเข้าไปในห้องน้ำตามเดิม ด้วยความสงสัยอยากรู้ตามประสาเด็ก จึงเดินเข้าไปเพื่อจะไปดูที่ห้องน้ำห้องดังกล่าว 
                    แต่เมื่อเดินเข้าไปเกือบจะถึงห้องน้ำ ประตูห้องน้ำก็เปิดผางออกมาอย่างแรงคล้ายถูกถีบ ด้วยความตกใจเด็กนักเรียนชายจึงหงายหลังล้มลงกับพื้น เมื่อลุกนั่งขึ้นได้ชายคนนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำตรงเข้ามายังตน สังเกตุเห็นที่ใต้คางมีรอยแผลเป็นอย่างเด่นชัด พร้อมกันนั้นชายคนดังกล่าวได้ร้องขึ้นดัง ๆ ว่า เฮ้ยและทำท่าคล้ายจะเข้ามาทำร้ายตน ด้วยความตกใจกลัวนักเรียนชายคนนั้นจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทันที โดยจำหน้าชายคนดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ หลังจากนั้นอีกไม่นานจึงมีผู้ไปพบศพของน้องอ้อมนอนอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกันกับที่เห็นชายคนนั้นโผล่ออกมา
                    หลังจากที่มีข่าวว่าพบศพเด็กนักเรียนหญิงภายในห้องน้ำของโรงเรียนวัดรวก มีพยานคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านขายของใกล้เคียงกับโรงเรียนวัดรวกที่เกิดเหตุ เห็นชายแต่งกายเช่นเดียวกับที่นักเรียนชายของโรงเรียนวัดรวกเห็นและได้เดินเข้ามานั่งที่หน้าร้านของตน ซึ่งชายคนดังกล่าวนั้นตนรู้จักดีว่าชื่อ พันธุ์หรือแหล่จึงได้เข้าไปพูดคุยด้วย ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นสังเกตุเห็นนายพันธุ์มีอาการลุกลี้ลุกลน และเสื้อผ้าเปียกน้ำ จึงสอบถามว่าไปทำอะไรมาหรือเปล่า แต่นายพันธุ์ไม่ได้ตอบคำถาม กลับขอบุหรี่ตนสูบหนึ่งมวนแล้วเดินออกจากร้านค้าของตนไป โดยไม่ทราบว่าเดินไปทางไหน ภายหลังได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ข่มขืนฆ่านักเรียนอนุบาลหญิงในโรงเรียนวัดรวก ตนจึงสงสัยว่านายพันธุ์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากนายพันธุ์เพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำ รวมทั้งมีประวัติเสพยาเสพติดอีกด้วย
                   เมื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหาตัวผู้ต้องสงสัยในทันที โดยเชื่อว่าน่าจะเป็น นายพันธุ์ สายทองซึ่งมีประวัติเคยถูกจับกุม และถูกจำคุกมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีลักทรัพย์ ซ่องโจร ยาเสพติด ครั้งหลังสุดเพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังกันออกตามหาตัวนายพันธุ์ เพื่อนำตัวมาทำการสวบสวนหาข้อเท็จจริงคลี่คลายคดีนี้ให้ได้ เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชนเป็นอย่างมากเพราะผู้ตายเป็นเด็กอายุเพียง 5 ขวบและเหตุเกิดภายในโรงเรียนอีกด้วย 
                 ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 6 กรกฎาคม 2539 หลังเกิดเหตุได้เพียงหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจของสน.บางพลัด ก็ได้รับการติดต่อประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ขอให้ไปดูตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกจับกุมได้ในข้อหาซ่องโจร เมื่อตอนเช้าของวันเดียวกันนี้ โดยสงสัยว่าอาจจะเป็นคนร้ายในคดีข่มขืนฆ่าเด็กนักเรียนหญิง ซึ่งทางสน.บางพลัดต้องการตัวอยู่
                เมื่อรับทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.น.บางพลัดจึงได้นำพยานที่เป็นเด็กนักเรียนชายของโรงเรียนวัดรวกซึ่งจำหน้าคนร้ายได้ ไปทำการชี้ตัวผู้ต้องสงสัยที่ สน.ชนะสงคราม เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. โดยให้นายพันธุ์ยืนปะปนอยู่กับคนอื่นที่มีรูปร่างใกล้เคียงกันประมาณ 10 คน เด็กนักเรียนที่จำหน้าคนร้ายได้ต่างสามารถชี้ตัวนายพันธุ์ได้อย่างถูกต้องทุกคน โดยไม่ได้มีการชี้นำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด หลังจากได้ให้พยานชี้ตัวแล้ว เวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2539 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายพันธุ์ไปทำการสอบสวนที่สน.บางพลัดท้องที่เกิดเหตุ
                เมื่อนำตัวนายพันธุ์มาถึงสน.บางพลัด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปทำการสอบสวนในทันทีพร้อมกับทำการเก็บตัวอย่างขนเพชรและเชื้ออสุจิส่งไปพิสูจน์ทางการแพทย์ เพื่อเปรียบเทียบกับที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุและที่ตัวน้องอ้อม ผลการสอบสวนในเบื้องต้นนายพันธุ์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยอ้างว่า วันเกิดเหตุในช่วงเช้าตนได้เข้าไปกราบไหว้พระภายในวัดรวกพร้อมกับขอข้าววัดกิน จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น.เศษ จึงเดินออกมาจากวัดและได้พบคนรู้จักพร้อมกับได้แวะพูดคุยด้วยอยู่พักหนึ่ง(หมายถึงเจ้าของร้านค้า) แล้วเดินต่อไปหาเพื่อนที่ท้องสนามหลวงแต่ไม่พบ จึงเดินต่อไปที่วัดสังเวชและได้ไปอาศัยหลับนอนภายในวัด เวลาประมาณ 20.00 น. จึงได้ตื่นขึ้นมาแล้วเดินออกมาจากวัด เห็นมีรถกระบะจอดอยู่ที่หน้าวัดสังเวชคันหนึ่ง จึงขึ้นไปนอนต่อบนกระบะของรถ 
                เวลาประมาณ 01.00 น.เศษของวันที่ 6 กรกฎาคม 2539 เจ้าของรถได้มาไล่ตนให้ลงจากรถ จึงเดินต่อเพื่อที่จะไปยังหลังวัดตรีทศเทพ แต่มาถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับกุมในระหว่างทางเสียก่อนโดยถูกแจ้งข้อหาซ่องโจร ต่อมาเวลาประมาณ 19.00 น. ตำรวจ สน.ชนะสงครามได้มาถามชื่อตนอีกครั้งและบอกว่าตนน่าจะใช่คนร้ายในคดีข่มขืนและฆ่าเด็กที่โรงเรียนวัดรวกตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ หลังจากนั้นจึงได้มีการนำเด็กมาชี้ตัว ซึ่งเด็กเหล่านั้นตนไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน จึงขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 
                 หลังจากที่นายพันธุ์ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาในการสอบสวนครั้งแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้พยานทำการชี้ตัวคนร้ายอีกครั้งต่อหน้านักข่าวและช่างภาพจำนวนมาก โดยให้ยืนปะปนกับคนอื่นอีก 6 คน พยานที่เป็นนักเรียนชายก็สามารถชี้ตัวได้อย่างถูกต้องอีกเหมือนเดิม จึงทำการสอบสวนเพิ่มเติมแต่นายพันธุ์ก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเช่นเดิม
                   เช้าวันรุ่งขึ้น (8 กรกฎาคม 2539) นายพันธุ์ได้ขอให้การใหม่ ซึ่งในครั้งนี้นายพันธุ์ได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ได้ทำลงไป พร้อมกับได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดและสาเหตุในการทำครั้งนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำการสอบสวนทราบ 
                   เดิมทีนั้นพื้นเพเดิมนายพันธุ์เป็นคนอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาได้ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับที่เกิดเหตุ ในช่วงวัยรุ่นได้ถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 ขณะนั้นอายุได้ 19 ปี ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่นั้น ยามว่างนายพันธุ์ชอบที่จะหยิบหนังสือดาราภาพยนต์มาดูเล่น ในช่วงนั้นมีนางเอกสาวที่กำลังโด่งดังเป็นอย่างมากชื่อ สุพรรษาซึ่งทุกครั้งที่นายพันธุ์หยิบหนังสือดาราขึ้นมาดูก็จะเฝ้ามองแต่รูปของนางเอกสาวผู้นี้ ครั้งใดที่เกิดมีอารมย์ทางเพศขึ้นมา เวลาสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองก็จะนึกถึงแต่นางเอกสาวผู้นี้มาตลอด
                  ในวันที่เกิดเหตุร้ายภายในโรงเรียนวัดรวก นายพันธุ์ให้การว่าหลังจากได้เข้าไปกราบไหว้พระและขออาศัยข้าววัดกินจนอิ่มดีแล้ว ได้เดินเข้าไปภายในโรงเรียนวัดรวกเพื่อไปปัสสาวะ ซึ่งในตอนแรกนั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อเหตุร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในระหว่างทางที่เดินไปห้องน้ำอยู่นั้น เห็นน้องอ้อมเดินมาจะไปทางห้องน้ำเช่นกัน ซึ่งนายพันธุ์รู้สึกว่าน้องอ้อมเป็นเด็กที่น่ารักดี เมื่อได้เหลือบมองไปเห็นป้ายชื่อที่ปักหน้าอกของน้อมอ้อมเขียนว่า สุพรรษาทำให้นายพันธุ์เกิดมีอารมณ์ทางเพศขึ้นมาทันที จึงตามไปและเดินเตร่รอบริเวณหน้าห้องน้ำ 
                  เมื่อเห็นจังหวะปลอดคนจึงได้เข้าไปแอบซุ่มรออยู่ที่บริเวณทางเข้าห้องน้ำ เมื่อน้องอ้อมเดินออกมาจากห้องน้ำ นายพันธุ์ก็ตรงเข้าไปใช้มือขวาปิดปากและใช้มือซ้ายอุ้มน้องอ้อมเข้าไปภายในห้องน้ำที่เกิดเหตุซึ่งเป็นห้องที่
                  เมื่อเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็จับให้น้องอ้อมนอนหงายลงกับพื้น แล้วใช้มือขวาเลื่อนไปกดไว้ที่ลำคอเพื่อไม่ให้มีเสียงร้องออกมาได้ โดยใช้ตัวคร่อมน้องอ้อมไว้ เสร็จแล้วใช้มือซ้ายดึงกระโปรงและกางเกงในของน้องอ้อมออกวางไว้ภายในห้องน้ำแล้วจึงได้ถอดรองเท้าของน้องอ้อมออก จากนั้นได้ใช้มือซ้ายปลดซิปกางเกงยีนส์และรูดกางเกงในของตัวเองลงไว้เหนือเข่า แล้วทำการข่มขืนน้องอ้อมในทันที ซึ่งเด็กก็พยายามดิ้นรนอยู่ตลอด จนกระทั่งนายพันธุ์ได้สำเร็จความใคร่ ในเวลานั้นน้องอ้อมเริ่มดิ้นน้อยลง 
                  เมื่อนายพันธุ์ปล่อยมือขวาออกจากลำคอของน้องอ้อมก็ไม่มีเสียงร้องออกมาแล้ว แต่ว่ามือและเท้าของน้อมอ้อมยังขยับสั่นไหวอยู่บ้างเล็กน้อย นายพันธุ์กลัวว่าน้องอ้อมจะฟื้นและร้องขึ้นมา จึงใช้มือวักน้ำในอ่างมารดที่จมูกและปากของน้องอ้อมเพื่อให้หายใจไม่ออกและถึงแก่ความตายในที่สุด
                 หลังจากแน่ใจว่าน้องอ้อมได้สิ้นใจแล้ว นายพันธุ์ได้โผล่หัวออกมาดูภายนอกห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวหลบหนี แต่ได้พบกับเด็กนักเรียนชายซึ่งยืนอยู่ที่ก๊อกน้ำและมองมาทางนายพันธุ์พอดี จึงรีบหลบกลับเข้าไปในห้องน้ำ สักครู่เห็นเด็กคนนั้นเดินมาที่ห้องน้ำ ด้วยความกลัวว่าเด็กคนนั้นจะเข้ามาเห็นศพของน้องอ้อมและร้องโวยวายขึ้นมา จึงใช้เท้าถีบประตูออกไปอย่างแรงและออกมาทำท่าขู่จะทำร้ายจนเด็กนักเรียนคนนั้นต้องวิ่งหนีไป 
                 หลังจากนั้นจึงเดินเราะรั้วโรงเรียนออกมาทางเดียวกับที่ได้เดินเข้าไปแล้วรีบเดินหนีผ่านลานวัดออกมาจนถึงร้านค้าของคนรู้จักกัน แต่เจ้าของร้านแสดงท่าทางสงสัยเนื่องจากเห็นเสื้อผ้าของนายพันธุ์เปียกน้ำและถามขึ้นมา จึงทำเป็นขอบุหรี่สูบมวนหนึ่งแล้วรีบหลบหนีออกมา โดยตั้งใจว่าจะหลบไปหาเพื่อนเก่าที่บางลำพู แต่ได้แวะนอนพักที่วัดสังเวชก่อน จนกระทั่งมาถูกตำรวจ สน.ชนสงครามจับกุมตัวได้ในข้อหาซ่องโจร

                    เมื่อนายพันธุ์ได้รับสารภาพออกมาแล้ว วันรุ่งขึ้น (9 กรกฎาคม 2539) เวลาประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายพันธุ์ไปชี้ที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งในวันนั้นมีช่างภาพและนักข่าวรวมทั้งประชาชนที่ทราบข่าวไปดูการทำแผนกันเป็นจำนวนมาก ในระหว่างที่ทำแผนอยู่นั้น ประชาชนที่โกรธแค้นพยายามที่จะเข้าไปรุมประชาฑัณฑ์นายพันธุ์กันให้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ป้องกันเอาไว้ จนกระทั่งการทำแผนได้เสร็จสิ้นอย่างทุลักทุเล 
                   เสร็จการทำแผนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำกลับมาคุมขังไว้ที่ สน.บางพลัด เพื่อสวบสวนเพิ่มเติมและรอผลพิสูจน์ทางการแพทย์ ซึ่งผลพิสูจน์ทางการแพทย์ปรากฏออกมาว่า น้องอ้อมเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ มีร่องรอยถูกข่มขืนและมีเลือดออกรวมทั้งพบเชื้ออสุจิ ตรวจสอบเปรียบเทียบทางพันธุกรรมแล้วปรากฏว่าตรงกันกับของนายพันธุ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสรุปสำนวนประกอบพยานหลักฐานต่าง ๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลให้พิจารณาความผิดของนายพันธุ์ต่อไป
                   ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่ สน.บางพลัดเพื่อรอการสั่งฟ้องต่อศาลอยู่นั้น มีผู้ต้องหาบางคนที่ถูกขังร่วมกับนายพันธุ์ ได้พบเห็นนายพันธุ์แอบเข้าไปสำเร็จความใคร่ในห้องน้ำหลายครั้ง และมีนายตำรวจบางนายของ สน.บางพลัดได้มีโอกาสพูดคุยกับนายพันธุ์ สอบถามถึงสาเหตุที่ได้ทำลงไป นายพันธุ์ก็ยังคงยืนยันว่าเป็นเพราะหลงรักนางเอกสาวที่ชื่อ       สุพรรษา อยู่เช่นเดิม เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำนายพันธุ์ไปฝากขังไว้ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี
                    หลังจากที่คดีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญาธนบุรี ผลการพิจารณาตัดสินของศาลชั้นต้น ได้ทำการตัดสินให้ประหารชีวิตนายพันธุ์ สายทอง เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2539 โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใดเนื่องจากจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐาน 
                    หลังจากที่ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต นายพันธุ์ได้ถูกส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ข.ช.พันธุ์ได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นอุทธรณ์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ ผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต 
                     ข.ช.พันธุ์จึงได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาตามระยะเวลาที่กฏหมายกำหนดให้อีก ผลการตัดสินของศาลฎีกายังคงยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตเช่นเดิม กลายมาเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต
                     หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาของทุกศาลแล้ว น.ช.พันธุ์ ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ในระยะเวลาที่กฎหมายให้ ซึ่งในระหว่างรอผลการพิจารณาหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯ ทางเรือนจำกลางบางขวางได้คุมขัง น.ช.พันธุ์ ไว้ภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1
                     หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาหนังสือถวายฎีกาฯของน.ช.พันธุ์แล้ว มีความเห็นว่านักโทษเด็ดขาดรายนี้ กระทำความผิดและมีประวัติการกระทำผิดซ้ำซาก ไม่มีความเข็ดหลาบ ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาไม่นานก็กลับไปกระทำผิดอีก โดยไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ในทางกลับกันยังก่อคดีสะเทือนขวัญฆ่าข่มขืนเด็กอายุไม่ถึง 13 ปี ซ้ำอีก ด้วยพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นภัยต่อสังคมและประชาชนยากที่จะแก้ไขให้กลับตัว จึงได้เสนอให้ยกฎีกา..


   วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับทราบแล้วว่า วันนี้จะมีการทำการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 2 ราย ข้าพเจ้าจึงได้ไปจัดเตรียมในส่วนรับผิดชอบของข้าพเจ้า จนกระทั่งเวลา 16.00 น. เมื่อข้าพเจ้าทราบรายชื่อนักโทษประหารและได้ทำการจัดแบ่งกำลังเสร็จเรียบร้อย จึงได้เข้าไปทำการเบิกตัวที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 เมื่อเวลา 16.10 น. เมื่อข้าพเจ้าไปถึงห้องควบคุมนักโทษประหาร เจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดตึกซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องเพลงและเสียงพูดคุยดังออกมาจากภายใน แต่เมื่อเสียงกุญแจได้ดังขึ้นเสียงร้องเพลงและเสียงพูดคุยที่ข้าพเจ้าได้ยินเมื่อสักครู่ก็เงียบหายไปทันที มีแต่ความเงียบเข้ามาแทนที่ 

                      เมื่อเปิดประตูตึกแล้ว ข้าพเจ้าได้เดินเข้าไปภายในโดยที่พยายามเดินให้เบาที่สุด แต่เพราะความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้เสียงเดินของข้าพเจ้าดังก้องขึ้นมา บรรดานักโทษประหารที่อยู่ในห้องขังโดยเฉพาะนักโทษเด็ดขาดที่กำลังรอผลการถวายฎีกาทูลเกล้าฯ ต่างก็หลบสายตาของข้าพเจ้า เนื่องเพราะทราบว่าถ้าหากพวกข้าพเจ้าไขกุญแจเปิดตึกขังเข้าไปเวลานี้เมื่อใด จะต้องมีนักโทษประหารอย่างน้อยหนึ่งคน ถูกพาไปทำการประหารชีวิต ต่างคนต่างก็ภาวนาอย่าให้เป็นตนเลย ซึ่งข้าพเจ้าก็เข้าใจและเห็นใจนักโทษประหารที่ถูกคุมขังทุกคน แต่เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำข้าพเจ้าจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
                     หลังจากข้าพเจ้าเดินเข้าไปในตึกขังแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของ น.ช.พันธุ์ ซึ่งภายในห้องนั้นมีนักโทษเด็ดขาดที่รอผลการถวายฎีกาทูลเกล้าอยู่ประมาณ 3-4 ราย และต่างก็หน้าซีดไปตามกัน กลัวว่าตนจะเป็นผู้ที่ถูกข้าพเจ้าขานชื่อเรียกออกมา เมื่อประตูห้องขังได้เปิดออกข้าพเจ้าได้มองหา น.ช.พันธุ์และเห็นนั่งหลบอยู่มุมห้อง จึงขานชื่อเรียกออกไป พันธุ์ ออกมานี่เถอะเมื่อน.ช.พันธุ์ได้ยินเสียงเรียกของข้าพเจ้าก็มีอาการตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยอมลุกขึ้นเดินออกมาแต่โดยดี
                     ทันทีที่น.ช.พันธุ์พ้นจากประตูห้องขัง ข้าพเจ้าได้เข้าล็อกที่แขนข้างขวาและพี่เลี้ยงอีกนายเข้าล็อกที่แขนข้างซ้าย แล้วรีบพาเดินออกมาจากตึกขังทันทีเพื่อนำไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือและประสานงานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนก่อนการประหารชีวิต ระหว่างทางที่พาเดินมานั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า น.ช.พันธุ์ มีเหงื่อออกมาก และมีกลิ่นตัวแรงเหมือนคนที่ไม่เคยอาบน้ำมานาน น.ช.พันธุ์ได้เอ่ยปากขอบุหรี่สูบ พี่เลี้ยงอีกนายจึงได้ส่งให้ น.ช.พันธุ์เมื่อได้บุหรี่ไปแล้วก็สูบอัดควันเข้าปอดอย่างแรงหลายครั้งติดกัน 
                    ข้าพเจ้าได้ถาม น.ช.พันธุ์ว่า  พันธุ์ผมถามจริง ๆ เถอะนะ ได้ข่มขืนฆ่าน้องอ้อมหรือเปล่า น.ช.พันธุ์ได้หันมามองข้าพเจ้าทำท่าเหมือนนึกอะไรอยู่สักครู่แล้วตอบออกมาว่า จริงข้าพเจ้าจึงถามไปอีก แล้วเด็กตัวแค่นั้นทำไปได้ยังไงน.ช.พันธุ์ได้แต่ส่ายหัวไม่พูดอะไรอีก
                    เมื่อนำ น.ช.พันธุ์มาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯพร้อม น.ช.สำรวย แล้ว น.ช.พันธุ์ได้แต่นั่งเงียบดวงตาเหม่อลอยและสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเวลานั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรได้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ น.ช.สำรวยก่อน และน.ช.สำรวยกำลังเล่าสาเหตุที่ทำให้ต้องถูกประหารชีวิตอยู่ ซึ่งทุกคนต่างสนใจฟัง(อยู่ในเรื่อง สำรวย โตสุข เขาขอให้ผมช่วยราชการ ฉบับที่ผ่านมา )
                  หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือของน.ช.สำรวยเสร็จ เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจึงเข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ น.ช.พันธุ์ ในระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ถาม น.ช.พันธุ์ขึ้นว่า พันธุ์ คุณได้ข่มขืนเด็กจริงไหมน.ช.พันธุ์ยังคงตอบว่า จริงแต่สักพักน.ช.พันธุ์ได้พูดขึ้นมาอีก ไม่จริง ไม่รู้เรื่อง” 
                 ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้นจึงพูดไปว่า จริงหรือไม่จริงกันแน่พันธุ์ บอกความจริงมาเถอะ เพราะถึงอย่างไรก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้น.ช.พันธุ์ซึ่งนั่งตาลอยพูดขึ้นว่า จริง ไม่จริง จริง ไม่รู้เรื่อง ไม่จริง จริงวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า น.ช.พันธุ์ได้เกิดอาการสติแตกขึ้นมาแล้ว จึงขอให้ทุกคนหยุดถามและพยายามพูดปลอบใจเพื่อป้องกันไม่ให้ น.ช.พันธุ์คลุ้มคลั่งขึ้นมา พี่เลี้ยงอีกนายเห็นดังนั้นจึงจุดบุหรี่ส่งให้สูบอีกมวนหนึ่ง น.ช.พันธุ์จึงสงบเสียงลงได้ และนั่งตาเหม่อลอยเหมือนเดิม
                 หลังจากเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ในวันนั้นได้เข้ามาทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ น.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ ฟัง เสร็จแล้วได้ให้นักโทษประหารทั้งสองเซ็นทราบในคำสั่ง ต่อจากนั้นจึงได้ให้ทำพินัยกรรม ซึ่ง น.ช.พันธุ์ ปฎิเสธที่จะทำเนื่องจากไม่มีทรัพย์สินอะไร แล้วก็เปิดโอกาสให้เขียนจดหมายถึงญาติพี่น้อง ซึ่ง น.ช.พันธุ์ปฏิเสธที่จะเขียนอีกเช่นเดิม 
                ข้าพเจ้าจึงไปยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.พันธุ์ มีแกงเขียวหวานไก่ ข้าวเปล่า ส้มเขียวหวาน น้ำเย็นและบุหรี่กรองทิพย์อีกหนึ่งซอง น.ช.พันธุ์ได้ตักอาหารกินไปประมาณ 4-5 คำ ก็วางช้อนลง แล้วหันมาพูดกับข้าพเจ้า อยากกินแกงส้มกับเนื้อเค็มทอดข้าพเจ้าจึงถามไปว่า จะกินเลยไหม เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่ช่วยจัดหามาให้ ตลาดอยู่ใกล้แค่นี้เองน.ช.พันธุ์ตอบว่า ยังไม่ต้อง อิ่มแล้ว พรุ่งนี้ก็ได้ข้าพเจ้าจึงรับปากตอบตกลงว่าจะจัดการหาให้ในวันพรุ่งนี้
                หลังกินอาหารมื้อสุดท้ายเสร็จ ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้นำ น.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ ไปฟังเทศนาธรรมจากพระวัดบางแพรกใต้ ซึ่งได้นิมนต์มาจำนวน 1  รูป การเทศนาในวันนั้นกล่าวถึง ผลบาปและการทำใจให้สงบละเว้นการอาฆาตจองเวร ซึ่งนักโทษประหารทั้งสองต่างก็ตั้งใจฟังอย่างสงบ เสร็จแล้วได้ให้ถวายดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยซึ่งทางเรือนจำได้จัดเตรียมไว้ให้ แล้วทำการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการทางศาสนา
               หลังจากฟังเทศน์เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้พา น.ช.สำรวย และน.ช.พันธุ์ เดินไปยังห้องประหารพร้อมกันทั้งสองคน ซึ่ง น.ช.พันธุ์สามารถเดินไปได้ด้วยดี แต่ขอบุหรี่สูบตลอดทางพอเดินมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ก็ได้แวะให้นักโทษประหารทั้งสองกราบไหว้ แล้วพาเดินต่อไปจนถึงโรงครัว(แดน 9) 
                  ข้าพเจ้าก็ได้รับทราบคำสั่งจากเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่เดินเข้ามากระซิบบอกว่า หัวหน้าชุดประหารสั่งให้นำเข้าไปทำการประหารทีละคน เนื่องจากเพชฌฆาตมือสองเพิ่งจะได้ทำการประหารชีวิตในวันนี้เป็นรายแรก ต้องให้ดูขั้นตอนต่าง ๆ อีกครั้งก่อน เพื่อป้องกันการผิดพลาดโดยสั่งให้ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายนำ น.ช.สำรวยเข้าไปก่อนเป็นรายแรก เมื่อทราบดังนั้น จึงได้ให้ น.ช.พันธุ์ นั่งรออยู่ที่บริเวณปากทางเข้าห้องประหารซึ่งอยู่หน้าเตาสำหรับหุงข้าวที่ใช้เลี้ยงนักโทษในเรือนจำโดยมีพี่เลี้ยงที่เรียกมาเสริมกำลังทำการดูแลอยู่สองนาย และเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่งคอยเฝ้า
                   หลังจากที่ข้าพเจ้านำ น.ช.สำรวยไปทำการประหารเสร็จแล้ว โดยใช้หลักประหารหลักที่หนึ่งและเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร ข้าพเจ้าจึงกลับมารับตัว น.ช.พันธุ์ตรงจุดที่ให้นั่งรอ แต่ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนำ น.ช.พันธุ์เดินไปนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่สองนายที่เพิ่งได้รับการบรรจุเข้ามาทำงานใหม่ และได้เห็นการประหารชีวิต น.ช.สำรวยเป็นครั้งแรก เดินคุยเสียงดังกันออกมาจากเส้นทางเข้าสู่ห้องประหารมีใจความว่า เห็นตอนยิงเมื่อกี้ไหม แหมทำไมเลือดมันถึงเจิ่งนองขนาดนั้น แล้วได้ยินเสียงครางก่อนตายไหม ทำไมฟังแล้วน่ากลัวจังวะ
                      เมื่อ น.ช.พันธุ์ได้ยินดังนั้นก็แสดงอาการขัดขืน จะไม่ยอมเดินไปที่ห้องประหาร ข้าพเจ้าต้องพยายามพูดปลอบใจและบอกกับ น.ช.พันธุ์ว่า พันธุ์ต้องเข้าใจพวกผมนะ พวกผมทุกคนต้องทำตามหน้าที่ จริง ๆ แล้วไม่มีใครอยากทำอย่างนี้กับพันธุ์หรอก ถ้ายังไงเราไปนั่งคุยกันที่ศาลาที่เห็นข้างหน้าก่อนดีไหม” (หมายถึงศาลาใจเย็น) เมื่อข้าพเจ้าพูดจบ น.ช.พันธุ์ได้หันมาพยักหน้าให้ข้าพเจ้าพร้อมกับพูดสั้น ๆ ว่า ไป 
                     เมื่อเข้าไปถึงศาลาเย็นใจ ข้าพเจ้าได้ให้ น.ช.พันธุ์ นั่งที่เก้าอี้สีขาวแล้วพูดว่า พันธุ์นั่งพักที่เก้าอี้ตัวนี้ก่อนนะ เออพันธุ์เห็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าไหม มีพระประธานอยู่ข้างในด้วยนะ พันธุ์ก็นับถือพุทธนี่ ทำไมถึงไม่ยกมือไหว้ล่ะ” 
ในตอนนั้นข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าสายตาของ น.ช.พันธุ์แข็งกระด้างและขวาง ๆ พิกล แต่ น.ช.พันธุ์ก็ยอมยกมือไหว้ไปทางอุโบสถวัดบางแพรกใต้  ข้าพเจ้าเห็นดังนั้นจึงหยิบดอกไม้ธูปเทียนยัดใส่ในมือของน.ช.พันธุ์ ส่วนพี่เลี้ยงอีกนายได้หยิบผ้าดิบบนโต๊ะขึ้นมาผูกตาให้กับน.ช.พันธุ์ แต่ปรากฏว่า น.ช.พันธุ์ได้ปัดดอกไม้ธูปเทียนออกและสบัดหัวหลบไม่ยอมให้ผูกตาพร้อมกับร้องขึ้น อย่า อย่าทำ กลัวแล้ว อย่าทำ 
                    ข้าพเจ้าพยายามพูดปลอบใจอีก แต่ในครั้งนี้ไม่เป็นผล น.ช.พันธุ์ดิ้นรนขัดขืนเรื่อย ๆ พร้อมกับเตะถีบต่อสู้ไม่ยอมให้ผูกตาเพื่อนำตัวเข้าสู่หลักประหาร ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจใช้กุญแจมือของข้าพเจ้าที่เตรียมมาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน สวมข้อมือทั้งสองข้างของ น.ช.พันธุ์ และจับยึดข้อศอกคนละข้างกับพี่เลี้ยงอีกนายโดยมีพี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตาซึ่งไม่สนิทนัก เนื่องจาก น.ช.พันธุ์ดิ้นรนตลอดเวลาและพยายามใช้มือทั้งสองข้างซึ่งสวมกุญแจมืออยู่เปิดผ้าผูกตาออก 
                     จากนั้นข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดต้องช่วยกันหิ้วปีกพยายามนำตัว น.ช.พันธุ์เข้าห้องประหาร ตลอดทาง น.ช.พันธุ์ได้ต่อสู้ดิ้นรนสุดฤทธิ์ ในเมื่อมือถูกสวมใส่กุญแจมืออยู่ทำอะไรใครไม่ได้ ก็พยายามใช้ปากกัดและถุยน้ำลายใส่ ซึ่งก็หวุดหวิดเกือบโดนกัดไปตาม ๆ กัน เมื่อเข้ามาในห้องประหารได้แล้ว หัวหน้าชุดประหารสั่งให้นำเข้าไปทำการประหารในหลักที่หนึ่งอีก ซึ่งที่หลักประหารนั้นยังมีเลือดของ น.ช.สำรวยติดอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งที่พื้นก็ยังมีเลือดเจิ่งนองอยู่ ถึงแม้จะมีทรายช่วยซับเลือดไว้แล้วก็ตาม
                       เมื่อนำเข้ามาถึงหลักประหาร พี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันอุ้มให้ น.ช.พันธุ์ ขึ้นนั่งบนแท่นไม้แล้วจับให้มือซึ่งสวมกุญแจมืออยู่ สวมลงไปบนหัวเสาหลักประหารเพื่อให้มือโอบรอบเสาไว้ จังหวะนี้น.ช.พันธุ์สามารถเปิดผ้าผูกตาได้อีก จึงมองเห็นเลือดที่ติดอยู่ที่เสาหลักประหาร ทำให้ดิ้นรนรุนแรงขึ้นไปอีกพร้อมกับร้อง กลัว กลัว อย่าทำ กลัวแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดต่างช่วยกันใช้ด้ายดิบผูกมัด น.ช.พันธุ์เข้ากับหลักประหารอย่างทุลักทุเล และต้องคอยหลบน้ำลายที่ถุยใส่ตลอด จนกระทั่งสามารถผูกมัดได้สำเร็จ โดยต้องใส่กุญแจมือค้างไว้อย่างนั้น แล้วเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่ในอุ้งมือน.ช.พันธุ์เอาด้ายดิบผูกมัดไว้อีกทีหนึ่ง 
                     เสร็จแล้วจึงให้แพทย์มาทำการชี้จุดที่ตั้งของหัวใจ เมื่อได้จุดแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายได้ช่วยกันทำการตั้งเป้าตาวัวที่ผ้าม่านให้ตรงกับจุดหัวใจ เมื่อเสร็จแล้วข้าพเจ้าจึงเข้าไปขอขมาลาโทษต่อ น.ช.พันธุ์ ที่หลักประหาร ซึ่งในขณะนั้น น.ช.พันธุ์ ยังคงร้องอยู่ อย่าทำ กลัวแล้ว อย่าทำ กลัวแต่เพราะเป็นการทำตามหน้าที่ข้าพเจ้าจึงต้องทำใจ
                     หลังจากนั้นพลเล็งปืนจึงเข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืนให้ตรงจุดเป้าตาวัวเมื่อเล็งได้จุดแล้ว เพชฌฆาตมือสองเข้ามาทำการตรวจดูอีกทีหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตรงจุดดีแล้วจึงได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ หัวหน้าชุดประหารจึงโบกธงลง เพชฌฆาตมือสองได้ทำการเหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกไปทันที ปัง ปัง ๆๆๆๆๆๆๆ โดยทำการยิงเมื่อเวลา 18.45 น. ใช้กระสุนปืนไปทั้งสิ้น 9 นัด 
                      หลังจากได้ทำการยิงไปแล้ว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องครางเบา ๆ ประมาณหนึ่งนาทีก็เงียบเสียงไป เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของ น.ช.พันธุ์ ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว ไม่ต้องทำการยิงซ้ำแต่อย่างใด จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ และทำการตัดด้ายดิบไขกุญแจมือออก นำร่างของ น.ช.พันธุ์ ลงจากหลักประหารโดยจับพลิกให้นอนคว่ำหน้าไว้ เสร็จแล้วจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป
                        รุ่งเช้าวันต่อมาข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้นำนักโทษกองนอก ไปรับศพของ น.ช.พันธุ์ และน.ช.สำรวยซึ่งได้ตัดโซ่ตรวนออกแล้ว และอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ นำบรรจุลงโลงศพแล้วไปที่บริเวณประตูผีของเรือนจำติดกับวัดบางแพรกใต้ แล้วนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บศพนักโทษประหารโบกปูนปิดเขียนชื่อที่ด้านหน้าของช่องเก็บศพ รอญาติมารับไปดำเนินการต่อไป เสร็จแล้วในเวลาเพล ข้าพเจ้าได้นำแกงส้มกับเนื้อเค็มทอดไปถวายพระที่วัดบางแพรกใต้ ตามที่ได้รับปากกับ น.ช.พันธุ์ เอาไว้ เมื่อไปถึงพระที่วัดได้บอกกับข้าพเจ้าว่า โยมเชื่อไหม วันนี้มีแต่คนเอาแกงส้มกับเนื้อเค็มทอดมาถวายโดยเฉพาะพวกผู้คุม สงสัยโยมพันธุ์คงจะอิ่มหนำเต็มที่ จะได้หมดสิ้นเวรกรรมไปเสียที ซึ่งข้าพเจ้าก็หวังอยากจะให้เป็นเช่นนั้น
                        ในตอนเย็นวันเดียวกันนี้ ได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นซึ่งแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน เย็นวันนั้นช่วงเวลาใกล้ค่ำ วัยรุ่นผู้ชายซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้กับวัดบางแพรกใต้คนหนึ่ง อยู่ดี ๆ ก็เดินไปหยุดยืนร้องให้ที่หน้าช่องเก็บศพ น.ช.พันธุ์ สายทอง จากนั้นก็เดินต่อไปและหยุดยืนที่หน้าบ้านของเพชฌฆาตมือสองซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้วัดเช่นกัน แล้วร้องตะโกนขึ้นว่า ยิงกูทำไม  ยิงกูทำไม แล้วยืนร้องให้ 
                        ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอาการแปลก ๆ ของวัยรุ่นคนนี้ จึงได้เอาสร้อยพระสวมเข้าที่คอ เมื่อสวมสร้อยพระเข้าไปแล้ววัยรุ่นคนนั้นก็ล้มลงกันพื้น  สักพักจึงลุกขึ้นมามีท่าทางสงสัยพร้อมกับถามว่า ผมมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงเมื่อกี้ยังนั่งอยู่อีกที่นี่นาชาวบ้านแถวนั้นเมื่อทราบข่าวต่างก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ น.ช.พันธุ์ กันเป็นแถว ซึ่งในช่วงนั้นพระวัดบางแพรกใต้ต่างก็ต้องฉันท์แกงส้มและเนื้อเค็มทอดอยู่หลายวัน หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นมาอีก เป็นอันปิดคดีข่มขืนฆ่าที่โด่งดังไปอีกคดีหนึ่ง

                        ขอให้ดวงวิญญาณของ ด.ญ.สุพรรษา เชิดชู (น้องอ้อม) จงไปสู่สุคติภพที่ดีด้วยเถิด ขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณนายพันธุ์ สายทอง ซึ่งข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่  ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางพลัดที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดี และต้องขออภัยต่อครอบครัวของน้องอ้อมและครอบครัวนายพันธุ์ มา ณ ที่นี้ด้วย