หน้าแรก » คำสารภาพสุดท้ายนักโทษประหาร » วาด ขุนจันทร์ ข่มขืนฆ่า"แค้นต้องเผา"

วาด ขุนจันทร์ ข่มขืนฆ่า"แค้นต้องเผา"

โพสต์โดย : Admin เมื่อ 4 ก.ย. 2559 23:51:04 น. เข้าชม 1276 ครั้ง แจ้งลบ

โดยยุทธ บางขวาง
วาด ขุนจันทร์ แค้นต้องเผา
                น.ช.วาด,เขียว,จุล ขุนจันทร์ อายุ 25 ปี หมายเลขประจำตัว 540/40 คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน วางเพลิง ข่มขืนกระทำอนาจาร กักขังหน่วงเหนี่ยว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 224, 281(1), 276 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 289(4), 80, 310 วรรคแรก หมายเลขคดีดำที่ 2637/38 หมายเลขคดีแดงที่ 726/40 ศาลจังหวัดสงขลา  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
               วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2538 เวลา 01.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ต.ทุ่งลุง ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้บ้านพักคนงานก่อสร้าง ภายในหมู่บ้านวาสนาวิลเลส หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านพลุ อำเภอหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยรถดับเพลิงของเทศบาล เมื่อไปถึงพบเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ จึงเข้าทำการฉีดน้ำเพื่อดับเพลิง
               ภายในที่เกิดเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ติดอยู่ภายในกองเพลิง 3 คน จึงได้เข้าทำการช่วยเหลือ และพบผู้บาดเจ็บนอนร้องครวญครางอยู่ในกองเพลิง 2 คน จึงรีบนำตัวออกมาเพื่อส่งโรงพยาบาลในทันที  เนื่องจากมีอาการสาหัสมาก ทราบชื่อคนเจ็บคือ นายจำนงค์ แก้วเกลี้ยง อายุ 40 ปี และด.ญ.สายสุณี แก้วเกลี้ยง อายุ 13 ปี ลูกสาวนายจำนงค์ อยู่บ้านเลขที่ 12/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ส่วนอีกคนคือนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง อายุ 16 ปี เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือออกมาได้ คาดว่าน่าจะเสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงแล้ว
               หลังจากใช้ความพยายามในการดับเพลิงประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบพบว่า บ้านพักคนงานก่อสร้างได้ถูกไฟเผาผลาญไปทั้งสิ้น 11 ห้อง ค่าเสียหายประมาณ 1 แสนบาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบร่างน.ส.วันดี ลูกสาวของนายจำนง อีกคน ถูกไฟครอกไหม้ดำเป็นตอตะโกอยู่ภายในที่เกิดเหตุ
               จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ที่วางเพลิงในครั้งนี้คือ นายวาด ขุนจันทร์ ชาวตำบลควนชะริส อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยทำงานก่อสร้างที่เดียวกับ น.ส.วันดี โดยก่อนจุดไฟเผา นายวาดได้ใช้โซ่และกุญแจปิดล็อกที่ประตูด้านนอกห้องพักของน.ส.วันดี เสร็จแล้วได้ใช้น้ำมันราดบ้านพักห้องดังกล่าวแล้วจุดไฟเผา ขณะที่น.ส.วันดีรวมทั้งพ่อและน้องสาวนอนหลับอยู่ เป็นเหตุให้ทั้งหมดไม่สามารถหนีออกมาจากกองเพลิงได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือนายจำนงค์และด.ญ.สายสุณีออกมาได้ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตน.ส.วันดีได้ดังกล่าว
                เจ้าหน้าที่ยังทราบอีกว่าสาเหตุในการจุดไฟเผาและวางเพลิงเพื่อสังหารหมู่ครอบครัวของน.ส.วันดีเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2538 นายวาดซึ่งขณะนั้นยังทำงานที่เดียวกับน.ส.วันดี ได้ใช้มีดจี้บังคับ น.ส.วันดีซึ่งอยู่บ้านคนเดียวแล้วลงมือข่มขืนน.ส.วันดีจนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้งแล้วหลบหนีไป ก่อนหลบหนียังได้ขู่ น.ส.วันดีว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครและห้ามแจ้งความอย่างเด็ดขาด ถ้าหากไม่เชื่อจะย้อนกลับมาฆ่าให้ตายหมดทั้งครอบครัว แต่น.ส.วันดีไม่เชื่อคำขู่ดังกล่าว ประกอบกับความเจ็บใจที่ถูกนายวาดข่มขืน จึงนำเรื่องที่ตนถูกข่มขืนไปเล่าให้ผู้เป็นพ่อฟัง พร้อมกับเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดกับนายวาดให้ได้ 
                เมื่อนายวาดรู้ว่าถูกแจ้งความดำเนินคดีก็แสดงความไม่พอใจ โดยเขียนจดหมายมาข่มขู่น.ส.วันดีว่า เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อก็อย่าอยู่ร่วมโลกกันอีกเลย จากนั้นจึงได้วางแผนเผาบ้านพักคนงานที่เกิดเหตุ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว 
                    เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทราบอีกว่า นายวาดมีประวัติเคยกระทำผิดฐานบุกรุกและกระทำอนาจาร ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี และฐานหลบหนีการควบคุม ถูกจำคุก 4 เดือน เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำเมื่อวันที่ 20 มีนาคน 2538 และมาก่อคดีดังกล่าวซ้ำขึ้นอีก
                    เมื่อรู้ตัวผู้ก่อเหตุวางเพลิงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามจับกุมตัวนายวาดทันที แต่นายวาดได้หลบหนีไปได้ทุกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2538 หลังเกิดเหตุเดือนเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ประสบความสำเร็จในการจับกุมตัวนายวาด นำตัวมาทำการสอบสวนที่ สภ.ต.ทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่
                    ผลการสอบสวนนายวาดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แม้จะมีพยานยืนยันก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าหลักฐานที่มีอยู่ รวมทั้งพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายวาดเข้าไปในที่เกิดเหตุสามารถใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีต่อนายวาดได้ จึงทำการรวบรวมสำนวนการสอบสวน ตลอดจนพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายวาดต่อศาลจังหวัดสงขลา
                   การพิจารณาของศาลชั้นต้น เชื่อว่านายวาดได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง และมีพฤติการณ์ที่โหดเหี้ยมอำมหิต ตั้งใจที่จะฆ่าคนให้ตายอย่างทรมาน โดยการปิดล็อกประตูห้องซึ่งเป็นทางออก แล้วทำการจุดไฟเพื่อวางเพลิงเผาบ้านในขณะที่มีคนนอนหลับอยู่ข้างใน จนมีคนตายและบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังได้เคยกระทำการข่มขืนผู้ตายอีก เมื่อผู้ตายแจ้งความเอาผิด ยังได้เคยกระทำการข่มขู่อาฆาตผู้ตาย โดยการเขียนจดหมายมาข่มขู่อีกด้วย และยังได้เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน จนถูกตัดสินลงโทษให้จำคุกมาแล้ว แต่เมื่อพ้นโทษออกมาได้ไม่นาน กลับมาก่อเหตุซ้ำขึ้นอีก แสดงว่าไม่มีความหลาบจำต่อโทษทัณฑ์ที่ได้รับ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มีสันดานเป็นผู้ร้ายก่อเหตุซ้ำซ้อน เจตนาที่จะฆ่าได้แม้กระทั่งผู้หญิงและเด็กซึ่งไม่มีทางต่อสู้ เห็นควรให้ลงโทษขั้นสูงสุด คือประหารชีวิต
                   หลังถูกศาลตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิตแล้ว ข.ช.วาดได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี พร้อมกับได้ถูกส่งตัวมาคุมขังไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น น.ช.วาดไม่ได้ยื่นฎีกาต่อศาลตามกำหนด จึงต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต ซึ่งน.ช.วาดได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ที่ได้รับ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1
                   วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2542 เวลา 10.45 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับ จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังว่า ภายในวันนี้จะมีการดำเนินการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 3 ราย ขอให้เตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ให้พร้อม ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมกุญแจมือและมีดสำหรับตัดด้ายดิบให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ เสร็จแล้วจึงไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณตามความเชื่อของข้าพเจ้า พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษประหารทั้งหมดมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต
                    เวลา 16.10 น.ข้าพเจ้าได้รับแจ้งรายชื่อนักโทษที่จะถูกดำเนินการประหารชีวิตในวันนี้คือ น.ช.วาด ขุนจันทร์ น.ช.เก้า ปั้นหยัด น.ช.อุทัย กัญชนะกาญน์ จึงทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลนักโทษประหารทั้งหมด โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ในการดูแล น.ช.เก้า ปั้นหยัด พร้อมกับมีคำสั่งมาอีกว่า ให้นำนักโทษเข้าไปทำการประหารทีละราย โดยเริ่มจาก น.ช.วาด น.ช.เก้าเป็นรายที่สอง สุดท้ายคือ น.ช.อุทัย

                
                   เมื่อเข้าไปทำการเบิกตัวนักโทษภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัว น.ช.เก้าจึงไม่เห็นอาการของ น.ช.วาดแต่อย่างใด แต่พี่เลี้ยงที่ทำการเบิกตัว น.ช.วาดได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังในภายหลังว่า น.ช.วาดมีอาการตัวสั่นหน้าซีดและขอเข้าห้องน้ำก่อน เมื่อนำตัวเดินออกมาจากห้องขังก็เกิดอาการเข่าอ่อนทันที ต้องช่วยกันพยุงมาจนถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ
                   ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้มารออยู่ก่อนแล้ว และได้แยกย้ายกันตรวจสอบประวัติบุคคลและพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ถาม น.ช.วาด “ขอโทษนะคุณวาด ผมอยากทราบว่าคุณได้ทำคดีนี้จริงหรือไม่” น.ช.วาดตอบว่า “จริงครับผมทำจริง” พี่เลี้ยงที่ดูแล น.ช.วาดนายหนึ่งได้พูดว่า “เรื่องมันเป็นยังไงเล่าให้ฟังได้ไหมผมอยากรู้” น.ช.วาดตอบว่า “ได้ครับหัวหน้า คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ”
                 “ตัวผมเคยติดคุกมาก่อนในข้อหาบุกรุกกระทำอนาจาร พอผมพ้นโทษออกมาผมได้ไปทำงานก่อสร้างอยู่ที่หาดใหญ่ ซึ่งผมพอมีฝีมือทางนี้อยู่บ้าง ที่ๆผมทำงานอยู่นี้เป็นหมู่บ้านจัดสรร โดยเขาปลูกเพิงพักคนงานเป็นห้องแถวอยู่ภายในหมู่บ้านนั้นเลย ผมได้รู้จักกับวันดีเพราะว่าครอบครัวของวันดีทำงานก่อสร้างที่เดียวกับผม ผมเห็นวันดีก็นึกชอบขึ้นมาพยายามที่จะจีบ แต่วันดีไม่สนใจผมและพ่อของวันดีก็แสดงความรังเกลียดผมอีก เห็นผมเป็นคนขี้คุกขี้ตะราง ผมได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ 
                  ก่อนเกิดเรื่องวันดีอยู่บ้านคนเดียวเพราะไม่สบาย ส่วนคนอื่นออกไปทำงานกันหมด ผมเห็นเป็นโอกาสดีของผมแล้วที่จะได้ล้างแค้นครอบครัวนี้ ผมย่องเข้าไปใช้มีดจี้วันดีแล้วข่มขืนจนสำเร็จ เมื่อวันดีเป็นของผมแล้ว ผมได้บอกวันดีไปว่าอย่าเพิ่งเอาเรื่องที่ผมข่มขืนไปบอกใครอย่างเด็ดขาด ผมตั้งใจว่าจะมารับผิดชอบในทีหลัง แต่วันดีไม่เชื่อผม เอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ชอบหน้าผม และยังไปแจ้งความจับผมอีกด้วย ทำให้ผมต้องหลบหนีตำรวจในคดีข่มขืน ผมแค้นมากจึงเขียนจดหมายไปขู่อาฆาตครอบครัววันดี และหาโอกาสที่จะล้างแค้นครอบครัวนี้ให้ได้
                  วันเกิดเหตุผมคิดหาวิธีล้างแค้นได้ คือต้องเผาให้หมดทั้งครอบครัว ผมจึงไปซื้อน้ำมันมาไว้ พร้อมกับเตรียมโซ่และกุญแจไว้สำหรับใช้ล็อกประตูห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหนีออกมาได้ เสร็จแล้วผมไปกินเหล้าย้อมใจรอเวลาให้คนหลับหมดก่อน ตกดึกผมแอบเข้าไปที่บ้านพักคนงานใช้กุญแจและโซ่ปิดล็อกทางออกไว้ เอาน้ำมันราดจนทั่วแล้วจุดไฟเผา เสร็จแล้วผมได้รีบหนีออกมาทันที แต่ก็ยังได้ยินเสียงร้องโวยวายให้ช่วยกันดับไฟ และเห็นไฟได้ลุกขึ้นมาเร็วมาก ผมคิดว่าคงไม่มีใครรอดอย่างแน่นอน แต่แล้วผมมารู้ทีหลังว่าพ่อของวันดีและน้องสาวไม่ตายมีคนช่วยออกมาได้ ผมรู้สึกเสียดายมากเลยครับหัวหน้า เป้าหมายที่ผมต้องการให้ตายมากที่สุดคือพ่อของวันดี เพราะเป็นตัวยุยงให้วันดีแจ้งความจับผม ผมหนีไปได้เดือนกว่า ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปฆ่าพ่อของวันดีให้ได้ แต่ผมมาถูกตำรวจจับได้เสียก่อน พ่อวันดีเลยรอดตัวไป ไม่ยังงั้นเสร็จผมแน่ๆ”
                ข้าพเจ้าอดไม่ได้จึงพูดไป “วาด ผมถามหน่อยเถอะนะ ไปแค้นอะไรเขานักหนาละ เมื่อเขาไม่รักไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ผู้หญิงในโลกมีเยอะแยะไป แต่นี่วาดไปข่มขืนลูกสาวเขา พ่อเขาก็ต้องเจ็บแค้นเป็นธรรมดา ให้ลูกสาวแจ้งความเอาผิดกับวาด ถ้าใครเขาไปทำกับญาติพี่น้องของวาดแบบนี้บ้าง ผมอยากรู้ว่าวาดจะเจ็บแค้นบ้างไหม จะยอมปล่อยให้ลอยนวลโดยไม่เอาเรื่องได้ไหม”
                น.ช.วาดตอบว่า “คนอย่างผมใครจะมารังแกคนที่ผมรักไม่ได้อย่างเด็ดขาด มันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง และคนอย่างผมใครจะมาทำให้ผมโกรธแค้นก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ในเมื่ออยากลองดีกับผม ผมก็ต้องทำให้จดจำผมไว้จนวันตาย ผมบอกว่าอย่าแจ้งความก็ไม่เชื่อ แล้วจะเอาไว้ทำไม” ข้าพเจ้าได้แต่ส่ายหัวในคำพูดของน.ช.วาด
                พี่เลี้ยงอีกนายถาม น.ช.วาด “แล้วทำไมไม่ยื่นฎีกาต่อศาลละ” น.ช.วาดพูดว่า “ยื่นฎีกาไป ศาลก็ต้องตัดสินให้ประหารอีกอยู่ดี ผมขอหมายเด็ดขาดเลยดีกว่า แล้วทำหนังสือทูลเกล้าฯไปยังจะมีโอกาสได้ลดโทษบ้าง และถ้าเรื่องตกมาช้ากว่านี้อีกสักห้าหกเดือน ผมต้องได้รับอภัยโทษในเดือนธันวาคมนี้แน่นอน” 
                หลังจากที่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังและเซ็นทราบในคำสั่งนั้นทีละคน เสร็จแล้วได้ให้นักโทษทั้งหมดทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก ซึ่ง น.ช.วาดได้เขียนจดหมายมีใจความว่า “ลูกหมดเวรกรรมที่ได้ก่อมาแล้ว ขอฝากให้น้องๆช่วยกันดูแลพ่อแม่ด้วย”
                เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งสาม น.ช.วาดได้พูดขึ้นว่า “ผมอยากกินแกงไตปลาเป็นครั้งสุดท้ายจังเลยครับ แล้วก็ข้าวเหนียวสังขยาสักห่อพอจะหาให้ได้ไหมครับ” พอดีเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเข้าเวรกลางคืนในวันนั้น และมายืนมุงดูนักโทษประหารทั้งสามอยู่ ถือกับข้าวมื้อเย็นซึ่งมีแกงไตปลาและข้าวเหนียวสังขยาอยู่พอดี จึงได้เสียสละอาหารชุดนั้นให้แก่ น.ช.วาด ซึ่งน.ช.วาดได้กล่าวขอบคุณและตักข้าวและแกงไตปลากินจนหมดจาน แถมด้วยข้าวเหนียวสังขยาอีกหนึ่งห่อ พร้อมกับพูดว่า “คนใต้อย่างผม แกงไตปลาถือว่าเป็นอาหารโปรดที่สุด ขอขอบคุณทุกคนมากครับ”
                เสร็จจากอาหารมื้อสุดท้าย ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้นำนักโทษประหารทั้งสามไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างสงบ แล้วข้าพเจ้าได้นำ น.ช.วาดไปทำการประหารก่อน โดยให้น.ช.เก้าและ น.ช.อุทัยนั่งรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ ระหว่างทาง น.ช.วาดได้เกิดอาการเข่าอ่อนตลอดเวลา ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันประคองตัวเดิน เมื่อมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ได้ให้น.ช.วาดยกมือไหว้อำลา แล้วพาเดินต่อไปที่ห้องประหาร 
               เมื่อถึงช่องทางเข้าห้องประหารก่อนถึงศาลาเย็นใจ มีป้ายเขียนไว้ว่า “แดนประหารชีวิต” น.ช.เก้าเมื่อมองเห็นป้ายดังกล่าวก็หมดแรงเดินทรุดตัวลงทันที ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันหิ้วปีกจนสามารถนำเข้ามาถึงศาลาเย็นใจและได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว ข้าพเจ้าเป็นผู้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้ พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา แล้วช่วยกันหิ้วปีกนำตัวเข้าสู่ห้องประหารทันที โดยนำตัวไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง น.ช.วาดได้พูดว่า “ผมกลัวจังเลยครับหัวหน้า อย่าให้ผมต้องทรมานนะครับ” ข้าพเจ้าใช้มือตบหลังเบาๆให้กำลังใจ พร้อมกับกระซิบบอก “ท่องพุทโธไว้นะวาด อย่าดิ้นอย่าขยับแล้วจะไม่ทรมาน” น.ช.วาดได้พยักหน้ารับทราบ
               เมื่อข้าพเจ้าทำการผูกมัดตัว น.ช.วาดให้ติดกับหลักประหารเสร็จ ได้ทำการตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหารเพื่อให้ซับเลือด ทำการขอ อโหสิกรรมต่อน.ช.วาดอีกครั้ง แล้วแจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ 
พลเล็งปืนได้เข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว แล้วจึงยึดปืนให้ติดกับแท่น เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าได้ที่ดีแล้ว ได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบว่า “พร้อม” คำเดียวสั้นๆ ธงแดงได้สะบัดลงทันที เสียงปืนได้คำรามขึ้น “ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆๆ” รวมทั้งสิ้น 9 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 17.05 น. 
               เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของ น.ช.วาดที่หลักประหาร ปรากฏว่าได้ขาดใจตายไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่าง น.ช.วาดลงจากหลักประหาร แล้วให้นำไปเก็บไว้ภายในห้องเล็ก เสร็จแล้วข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน.ช.เก้า ที่ศาลาเย็นใจ เพื่อนำตัวเข้ามาทำการประหารชีวิตเป็นรายต่อไป
                ขอให้ดวงวิญญาณของนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง จงสู่สุขคติภพภูมิที่ดีด้วยเทอญ
                ขอให้บิดา มารดา และญาติพี่น้องของนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง ได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ นายวาด ขุนจันทร์ ด้วย เวรกรรมต่างๆจะได้หมดสิ้นกันไปในชาตินี้
                ขออโหสิกรรมต่อนายวาด ขุนจันทร์ ซึ่งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายได้กระทำตามหน้าที่