หน้าแรก » รายงานพิเศษ » ประจวบคีรีขันธ์-ซาฟารีเมืองไทย เกิดได้เพราะพระบารมี

ประจวบคีรีขันธ์-ซาฟารีเมืองไทย เกิดได้เพราะพระบารมี

โพสต์โดย : tin เมื่อ 22 ธ.ค. 2559 22:54:18 น. เข้าชม 383 ครั้ง แจ้งลบ

รายงานพิเศษ...เจริญ อาจประดิษฐ์-พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา-ศิริชัย จับใจ
ซาฟารีเมืองไทย เกิดได้เพราะพระบารมี    
           จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า จนเกิดเป็นโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ชาวบ้านคืนพื้นที่ทำกินช่วยกันปลูกป่าในป่าลึก สร้างแห่งอาหาร ปลูกหญ้า สร้างฝายเก็บน้ำ เพื่อคืนธรรมชาติจนเกิดความสมดุล ทำให้ช้างและสัตว์ป่ามีอาหารเพียงพอ ไม่ออกมารบกวนชาวบ้าน จนปัจจุบันพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กลายเป็นพื้นที่ซาฟารีแห่งเมืองไทย แห่งเดียวในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันกลางเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ      
            อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาตระนาวศรี ที่กั้นเขตแดนไทย-พม่า มีเนื้อที่ 969 ตารางกิโลเมตร เป็นป่าต้นน้ำลำธารมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทั้งพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า ตลอดจนทิวทัศน์ที่สวยงาม  
            ต่อมาเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า เมื่อทางราชการจัดตั้งหมู่บ้านรวมไทย หมู่ที่ 7 ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดให้ประชาชนเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมปลูกสับปะรด แต่ส่วนหนึ่งเข้าไปบุกรุกป่าไม้นอกพื้นที่เช่า ส่งผลกระทบต่อแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช้างป่าที่มีอยู่จำนวนมาก       
            เมื่อแหล่งอาหารลดลง โขลงช้างป่าได้ลงมาบุกรุกพื้นที่ทำกินและกินพืชไร่สับปะรด และก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างคนกับช้างทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ  ในปี พ.ศ. 2540 ช้างป่าจำนวน 2 ตัว เสียชีวิตเพราะได้รับสารพิษจากการทำไร่สับปะรด และช้างป่าจำนวน 1 ตัว ถูกยิงเสียชีวิตและถูกเผาทิ้งด้วยยางรถยนต์เนื่องจากเข้ามากินสับปะรดที่ราษฎรได้ปลูกไว้ 
             นายพงษ์พันธุ์ วิเชียรสมุทร  ประธานมูลนิธิช้างป่าบ้านพ่อ เปิดเผยว่า ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความเป็นห่วงพสกนิกรจะได้รับความเดือดร้อนและช้างป่าจะถูกทำร้ายจึงพระราชทาน พระราชดำริให้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ในการแก้ไขปัญหาว่า "ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติคือให้ไปสร้างอาหารในป่าแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างออกมาที่ชายป่าต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า" 
           ตั้งแต่นั้นมาประชาชนได้คืนพื้นที่เช่าส่วนหนึ่ง เพื่อให้จัดตั้งโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จากนั้นส่วนราชการ องค์กรภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมมือร่วมใจกันสร้างฝายต้นน้ำลำธาร ปลูกป่าและดูแลรักษาป่า การโปรยหว่านเมล็ดพันธุ์พืช ตามเส้นทางเดินของช้างป่า การปลูกหญ้า เพื่อให้ช้างป่าและสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรีได้กิน ทำให้สัตว์ป่ามีอาหารเพียงพอไม่ออกไปรบกวนชาวบ้าน 
           สำหรับพื้นที่ที่คืนให้สัตว์ป่า ก็มีการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรเช่นกัน ในการเลี้ยงปศุสัตว์แทน การทำไร่สับปะรด การเลี้ยงไหม เพื่อเป็นรายได้ทดแทน   
ตลอดจนมีการรวมกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นเป็นชมรมคนรักช้างป่ากุยบุรี เพื่อดูแลอนุรักษ์ช้างป่าและสัตว์ป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ปัจจุบันเป็นพื้นที่ตัวอย่างของประเทศที่มีการจัดการระหว่างคนกับช้างได้ผล  
          Mr.Bruce Jefferies หัวหน้าคณะกรรมการประเมินสหภาพสากล IUCN.ในฐานะองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี  เพื่อประเมินการบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการสัตว์ป่ เพื่อเตรียมผนวกอุทยานแห่งชาติกุยบุรีขึ้นทะเบียน กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็น มรดกโลก  ได้รู้สึกประทับใจเรื่องของสัตว์ป่าที่ยังสมบูรณ์ และที่ประทับใจมากก็คือความร่วมมือจากชุมชนที่อยู่ติดแนวป่า ที่ชาวกุยบุรีมีการอนุรักษ์และหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง  
           นางประจวบ  พั่วทา ประธานกลุ่มช้างป่ากุยบุรีโฮมสเตย์ เปิดเผยว่า กลุ่มช้างป่ากุยบุรีโฮมสเตย์ และชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี  ทั้งสองกลุ่มเป็นชาวบ้านที่เคยได้รับผลกระทบจากช้างป่ามากินพืชไร่ แต่หลังจากนำพระราชดำรัสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ให้ไว้มาช่วยกันปลูกหญ้า สร้างฝายเก็บน้ำขนาดเล็กในป่าลึกเข้าไป  ทำให้ช้างป่ามีอาหารเพียงพอ ช้างจึงไม่ออกมารบกวนชาวบ้าน อีกทั้งปัจจุบัน นอกจากจากช้างป่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 270 ตัวแล้ว ยังมีฝูงกระทิงจำนวนมากกว่า 100 ตัว และสัตว์ป่าต่างๆ ออกมากินอาหารบริเวณที่สร้างแหล่งอาหารไว้ให้ 
           ชาวบ้านที่เคยได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่า จึงได้จัดตั้งชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี เพื่อนำรถไปบริการรับนักท่องเที่ยวเข้าชมช้างป่าและสัตว์ป่า โดยจะมีไกด์ท้องถิ่นคอยดูแลตลอดเวลาโดยไม่มีอันตราย ซึ่งจุดชมช้างที่เป็นที่นิยมจะเป็นบริเวณหน้าผา ซึ่งจะมองเห็นได้ไกลและปลอดภัย  
           และหากมาเป็นคณะก็จะนำชมกิจกรรมกลุ่มเลี้ยงแพะ กลุ่มหม่อนไหม  ดูการคั่วชาใบหมอน กลุ่มผลิตภัณฑ์จากใบสับปะรดแปรรูป ส่วนภาคค่ำนำเข้าชมกิจกรรมเฝ้าระวังช้างของชาวบ้านรวมไทยตามไร่สับปะรด   
           นอกจากนี้ยังจัดตั้งกลุ่มช้างป่ากุยบุรีโฮมสเตย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ องค์การมหาชน (BEDO) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทำให้มีรายได้เพิ่มจากการทำการเกษตร และเงินส่วนหนึ่งได้นำกลับเข้ากลุ่มเพื่อร่วมกันอนุรักษ์สัตว์ป่าในกุยบุรี ปัจจุบันกิจกรรมของการท่องเที่ยวโดยชุมชนอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรีกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี    
           สำหรับผู้สนใจเดินทางไปเที่ยวชมช้างป่า กระทิง และสัตว์ป่า จะต้องนำรถไปจอดที่หน่วยพิทักษ์อุทยานจุดตรวจห้วยลึก อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ค่าธรรมเนียมอุทยานฯคนไทย 40  เด็ก 20  ต่างชาติ 200 เด็ก 100 บาท และเช่ารถนำเที่ยวของชมรมฯเข้าไป เปิดให้บริการชมสัตว์ป่า เวลาเข้าชม 14.00 น ถึง 17.00 น  ค่าบริการรถพาชมสัตว์ป่า คันละ 850 บาท นั่งได้ 8-10 คน   ส่วนการพักผ่อนในกลุ่มช้างป่ากุยบุรีโฮมสเตย์ ค่าห้องพัก 200 บาท/คน/คืน ค่าอาหารเที่ยง 100 บาท อาหารเย็น 150 บาท อาหารเช้า 50 บาท หรือโทรสอบถามได้ที่ 0852661601 และ 0871559570 หรือเข้าไปชมในเพรส ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี www.facebook.com/watchchangkui/?ref=aymt_homepage_panel  
           จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า จนเกิดเป็นโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ชาวบ้านคืนพื้นที่ทำกินช่วยกันปลูกป่าในป่าลึก สร้างแห่งอาหาร ปลูกหญ้า สร้างฝายเก็บน้ำ เพื่อคืนธรรมชาติจนเกิดความสมดุล ทำให้ช้างและสัตว์ป่ามีอาหารเพียงพอ ไม่ออกมารบกวนชาวบ้าน จนปัจจุบันพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กลายเป็นพื้นที่ซาฟารีแห่งเมืองไทย แห่งเดียวในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันกลางเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ      
           ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทำให้วันนี้ ช้างป่า และสัตว์ป่าต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกับคนได้ ด้วยความเอื้ออาทรแก่กัน ช้างป่า สัตว์ป่า มีอาหารกินในป่า คนมีรายได้จากการทำเกษตรและนำนักท่องเที่ยวไปชมสัตว์ป่าและพักผ่อนในโฮมสเตย์ ที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ องค์การมหาชน (BEDO) เข้ามาการันตรี จนกลายเป็น กุยบุรีโมเด็ม ที่สามารถนำหลักสูตรไปใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าหรือสัตว์ป่าต่างๆได้ 
“ซาฟารีเมืองไทย แห่งนี้ จึงเกิดได้ เพราะพระบารมี”