เตือนใจให้คิด

โพสต์โดย : tin เมื่อ 9 ม.ค. 2560 12:59:10 น. เข้าชม 820 ครั้ง แจ้งลบ

เรื่องโดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม   

สุมเพลิงนารี - โอ้แม่ยอดกากี หลายใจ!

 ไฉนกระสัน - ลิขิตชีวิตเศร้า ฤาฉันรักผัวเขา

  หลวงพี่ชี้เป้า ธรรมะ หยุดสร้างกรรมราคะ!


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน สังคมไทยทุกวันนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ล้วนถลำไถลเข้าไปสู่กามคุณ ส่วนใหญ่มักมาก หมกมุ่นอยู่กับการเสพสังวาส

“จนกลายเป็นเรื่อง สุดยอดปรารถนา ของมนุษย์โดยถ้วนทั่ว”

เฉกเช่น พลันเมื่อหญิงชายปะหน้ากัน ก็ฝันเพียงแต่เรื่องจำพวกนี้ ไปในบัดดล ระคนกับความคิดอยากสมสู่ โดยไม่รู้ไม่สน ว่าจะเป็นลูกเขาเมียใคร? จะแก่จะอ่อนไม่สนใจ? คลำไปไม่มีหาง เป็นใช้ได้ทันที!?!

โยมยุคนี้ วิถีปฏิบัติคุ้นชินกับการ ปล่อยใจถวิลเอื้อกาย ให้ขาดสติยับยั้ง อะไรควรอะไรไม่ควร ลืมสิ้น ด้วยเพราะจิตตก หน้ามืดตามัว ขาดศีลขาดธรรม ขาดจรรยาบรรณ ฝันใฝ่อยู่ในตัณหาราคะ เป็นอย่างนี้จริงๆ ทั่วทุกสถานที่ ทุกองค์กร

 โยมทะยานอยาก กระสันเสพแต่บันเทิงน้ำเน่า เพราะไม่ศึกษาธรรม จึงเลือกไม่เป็น แยกดีชั่วไม่ออก ก็เลยถูกหลอกให้ไปติดกับดัก และหลอกตนเองมาตั้งแต่เกิด!!!

ฉะนั้นเตือนใจให้คิดเตือนจิตให้สำนึกฯฉบับนี้ ดีกรีจึงร้อนแรง เพราะประเทศกำลังเข้าสู่ ยุควิถีแห่งการพลีกายให้หญิงชาย แบบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม กลายเป็นคนโง่งมงาย กระหายไม่กลัวบาปบุญคุณโทษ

“ลืมแม้กระทั่งนรกอเวจีที่น่ากลัว และยังมีอยู่จริง”

 บางคนบางครา รู้ทั้งรู้ แต่ก็ไม่กลัว เอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้ว สุดท้ายก็ติดกรงขัง กายเป็นเหยื่อเพลิงร่านนารีและบุรุษเพศชายชั่ว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 โยมที่เป็นนางเอกตัวจริงในละครเรื่องนี้ มีผัว มีลูกแล้ว เป็นสาวใหญ่ วัย 40 ปีกว่า หน้าตาดี ผิวขาว โยมมีผัวอยู่แล้ว แต่ผัวแก่กว่าโยมมาก

 สภาพในครอบครัว อยู่กันดีไม่มีปัญหาอะไร ด้วยความที่โยมอายุยังไม่มาก พอออกมาทำงานนอกบ้าน มีโอกาสได้เห็นแสงสีเสีย พบปะผู้คน

หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่พอได้สัมผัส ใกล้ชิด ก็อยากดอมดม เกี้ยวพาราสี สุดท้ายโยมก็ไหวหวั่น ใจอ่อน แอบไปมีอะไรกัน ทั้งที่ผัวไม่รู้

ส่วนฝ่ายชายที่มาติดพัน มีครอบครัวแล้ว พอเหตุการณ์บานปลาย ถึงขนาดลงทุนแอบมาเช่าห้อง สำรองไว้ เวลาที่แอบนับมาเจอกัน นี่คือความอันตราย ที่เกิดขึ้นจริงบนสังคมโลกใบนี้ และสิ่งที่จักช่วยบรรเทาเยียวยาให้เรื่องแนวนี้ลดลงได้บ้าง คงต้องอาศัยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาช่วยขัดเกลา ให้รู้จักและเข้าใจในการพอเพียงในกามคุณ

พระพุทธองค์เคยตรัสกล่าวกับพระอานนท์เรื่องของ ลักษณะอาการที่ปรากฏหรือแสดงออกมาตามการกระทำของคนเราในชาติปัจจุบัน เรื่องนี้มีอยู่ว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร ได้มีอุบาสก 5 คน เป็นสหายกัน เดินทางมานั่งฟังธรรมของพระพุทธองค์ แต่ทว่ากิริยาอาการต่าง ๆ ของแต่ละคนนั้น มีอาการแตกต่างกันไป

 โดยที่คนหนึ่งนั้นนั่งหลับ อีกคนก็เอานิ้วนั่งเขียนพื้นดินเล่น คนหนึ่งก็นั่งเขย่าต้นไม้ คนหนึ่งก็นั่งแหงนดูดาวดูท้องฟ้าไม่สนใจอะไรเลย  มีเพียงอุบาสกคนเดียวที่ยังนั่งฟังธรรมะที่พระองค์บรรยายด้วยอาการสงบ

            การที่แต่ละคนแสดงออกถึงอาการเหล่านี้ จึงเป็นประเด็นให้พระอานนท์เกิดความสงสัยเป็นอย่างมากจึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมเหล่าอุบาสกทั้งหลายคงได้แสดงกิริยาที่แตกต่างกันเช่นนั้น

            พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าอดีตชาติของแต่ละบุคคลเอาไว้ว่า อุบาสกคนที่นั่งแหงนดูท้องฟ้านั้น เมื่ออดีตเคยเกิดเป็น พราหมณ์ ที่ทำหน้าที่คอยบอกฤกษ์ยามต่าง ๆ ด้วยการนั่งดูดาวมาหลายร้อยปี ถึงชาติปัจจุบันนี้ก็ยังคงนั่งมองท้องฟ้าดูดาวอยู่เช่นนั้นจึงไม่ได้ยินได้ฟังธรรมะของพระองค์

            ส่วนอุบาสกคนที่นั่งเขย่ากิ่งไม้ ต้นไม้อยู่นั้นเคยเกิดเป็น วานร มาแล้วหลายร้อยชาติเมื่อภพชาติ ปัจจุบันได้เกิดมาเป็นคน ก็ยังนั่งเขย่าต้นไม้อยู่อย่างนั้น ไม่ได้ยินเสียงธรรมของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

            อุบาสกคนที่เอานิ้วเขี่ยพื้นดินเล่นนั้น ในอดีตชาติก็เคยเกิดเป็น ไส้เดือน มาแล้วหลายร้อยชาติ เพราะมัวเอานิ้ว นั่งเขียนบนพื้นดินเล่นอย่างนั้นไม่สนใจอย่างอื่นไม่ได้ยินพระธรรมที่พระพุทธองค์สอน เป็นเพราะจิตและการกระทำเดิมของตนที่เคยตัวและเคยกระทำมา

            ส่วนอุบาสกคนที่นั่งหลับนั้น ก็เคยเกิดเป็น งู มาแล้วหลายร้อยชาติ เขาเคยหลับมาแล้วหลายร้อยชาติในสมัยที่เป็นงู แม้ในชาติปัจจุบัน ก็ยังนอนไม่อิ่มเสียที แม้แต่พระธรรมยังไม่เข้าหู ก็ยังคงหลับอยู่เช่นนั้น ชาตินี้ก็เลยมีนิสัยหลับมาก เหมือนงูเช่นเดิม

            "ส่วนอุบาสกคนสุดท้ายที่นั่งฟังธรรมด้วยจิตใจสงบ มีความเคารพและศรัทธาในคำสอนของพระองค์นั้น ชายผู้นี้เคยเกิดมาเป็นพราหมณ์ ผู้รอบรู้และศึกษาธรรมะ ปรัชญารวมทั้งพยายามค้นคว้าหาความจริงมาแล้วหลายร้อยชาติ จนมาบัดนี้ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงมีความยินดี ที่จะตั้งใจฟังด้วยดีจนได้ดวงตาเห็นธรรม"        การแสดงธรรมบทนี้ของพระพุทธองค์ ทำให้โยมสามารถนำมาพิจารณาคิดต่อได้ว่า อดีตชาติและการเวียนว่ายตายเกิดนั้น จะยังคงมีอยู่ และมีอยู่จริง ตามความเป็นไปของลักษณะจิตเดิมที่โยมเคยกระทำกรรมใดๆมา โยมก็ย่อมเป็นไปตามผลกรรมนั้น

            จากข้อสังเกตนี้ เมื่อนำมาเปรียบเปรยเป็นลักษณะนิสัยของสัตว์ กรณีเป็นหญิง ที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ พวกนี้จิตเดิมมาจาก ปลา โดยเฉพาะปลาตะเพียนตัวแม่ ที่เวลาผสมพันธ์เสร็จแล้ว ก็จะมีนิสัยทอดทิ้งตัวผู้ ไปหาตัวผู้ตัวใหม่ สมสู่ต่อไปเรื่อยหรืออย่าง ปลาหมึกตัวเมีย สามารถนอนรอให้หมึกตัว ผู้มาสมสู่ได้ โดยไม่สนใจ ขอให้เป็นตัวไหนก็ได้!?!

            คนที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้ มีจิตฐานเดิมมาจากสัตว์เลือดเย็น อย่างปลาหรือปลาหมึก เวลาผสมพันธ์ก็จะออกลูกเป็น ไข่ เมื่อออกวางไข่แล้ว ก็จะปล่อยให้ไข่ฟักไปตามธรรมชาติของมันเองไม่ยอมดูแล

            กรณีที่เป็นชาย คนที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ นิสัยจิตเดิมมาจาก หมู เพราะหมูนั้นเป็นสัตว์มักมากในกามคุณ เวลาหมูตัวผู้ จะขึ้นขี่หลังนางหมู ทั้งๆที่นางหมูกำลังกินอาหาร และเดินไประยะทางที่ค่อนข้างไกล เจ้าหมูตัวผู้ ก็จะไม่เลิกราสามารถตามไปผสมพันธ์ได้ ทั้งที่แม่หมูยังกินอาหาร หรือทำอย่างอื่นอยู่

            การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ยกมาแสดงนี้ ต้องการให้โยมศึกษาพฤติกรรม ชาติก่อนโยมจะเป็นอะไร หรือทำกรรมอันใดไว้ โยมไม่สามารถกลับไปแก้ไขในกรรมที่ทำมาได้

            "ขอให้รู้เพื่อเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตที่เหลืออยู่ในชาตินี้ และไม่ต้องไปกลัวเพราะมีทางแก้ไขให้ชีวิตนั้นดีขึ้น ด้วยการสร้างกรรมดี สร้างบุญกุศลในชาตินี้ให้มาก"

                      !!อย่าประมาทในบุญ เพราะบุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง!!

                                                            ขอเจริญพร

 ......................................................................