การทำบุญ

โพสต์โดย : tin เมื่อ 29 ก.ย. 2559 11:48:00 น. เข้าชม 863 ครั้ง แจ้งลบ

เรื่องโดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม

                               โยมส่งข้อความ - ถามเรื่องทำบุญ

                               ทุ่มเทถวายปัจจัย ทำจนหมดตัว

                               สุดท้ายจะแก้ไข ปัญหานี้อย่างไร?


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน ล่าสุดมีโยมท่านหนึ่ง ส่งข้อความ ตั้งคำถามมาที่อาตมา ขอให้ช่วยไขปัญหา เรื่องการที่โยมไปทำบุญถวายปัจจัย

โยมบอกว่า ถ้าต้องทำงานหนัก แล้วมาทำบุญถวายปัจจัย ถวายอาหารให้กับพระสงฆ์และทางวัด ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ กลัวไม่ได้บุญ

แต่ลึกๆก็กลัวเงินทองจะหมด กลัวต่อไปในอนาคต จะไม่มีเงินติดตัว โยมถามว่าควรทำอย่างไร เพราะถ้าทำแล้ว ทำจนหมดตัว หลวงพี่คิดว่า ปัญหาข้อนี้ โยมควรจะหาทางออกไปด้านไหน ถึงจะดี

          การที่โยมคิดแบบนี้ เป็นความคิดที่ผิดถนัด การทำบุญถวายอาหารและปัจจัยนั้น ถ้าทำแล้วเดือดร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องทำ การทำบุญ ศาสนาพุทธไม่บังคับ ยกตัวอย่าง คิดดีทำดี รักษา กาย วาจา ใจ เป็นคนดีของสังคม ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ถือเป็นการทำบุญแล้วเช่นกัน

          ถ้าทำบุญแล้ว เงินหมด ไม่มีเงินติดตัว แล้วจะนำพาไปสู่ความไม่มีศีล  ไม่มีทานนั้น ประเด็นนี้โยมเข้าใจผิด เรื่องของศีล ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ

เฉกเช่น โยมเป็นฆราวาส ต้องรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ ถ้าทำได้ ถือว่าได้ทำบุญ

ส่วนการให้ทาน แค่เพียงโยมมีจิตเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่หวังผลตอบแทน ถือเป็นการสร้างบุญเหมือนกัน

          ส่วนที่โยมถาม เรื่องสังคหวัตถุ 4 มงคลชีวิต และอิทธิบาท 4 นั้น

          สังคหวัตถุ คือ 1.ทาน การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น 2.ปิยะวาจา คือการพูดจา ด้วยความไพเราะ อ่อนหวาน มีความจริงใจ ไม่พูดหยาบคาย ก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ 3.อัตถจริยา คือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4.สมานัตตา คือการเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ โดยประพฤติตัวให้มีความเสมอต้นเสมอปลาย

ทั้งหมดนี้คือการทำบุญที่เป็น มงคลชีวิต โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองแต่ประการใด

 ส่วนอิทธิบาท 4 คือ รากฐานแห่งความสำเร็จของชีวิต ประกอบด้วย 1.ฉันทะ ความใจรักใคร่ในสิ่งนั้น 2.วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้นๆคือการงาน การเรียน การทำความดี เป็นต้น 3.จิตตะ คือ การไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้น ไปจากความรู้สึกของตัว คือการมีสมาธิที่ดีนั่นเอง 4.วิมังสา คือ การมีเหตุผล ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ควรมีเหตุผล

          ส่วนที่โยมถามว่า ต้องการอยากทำงานเบาๆ แบบนั่งทำงานมีเงินเดือน ปรากฏว่าทุกวันนี้ ยังหางานแบบนี้ไม่ได้ ควรทำอย่างไร

          การทำงานนั้นโยมต้องมองในภาพรวม คนเราไม่สามารถเลือกงาน ได้หมดทุกคน ขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะของชีวิต

 ส่วนงานเบาๆขึ้นอยู่กับว่า โยมเรียนจบอะไรมา ตรงสาขาอาชีพหรือไม่

การทำงาน ย่อมต้องมีทั้งงานหนักและงานเบาควบคู่กันไป

ถ้าโยมอยากได้งานดีๆเบาๆสบายๆ ก็ต้องมีความขยัน  ซื่อสัตย์ อดทน มุ่งมั่น มุมานะ ถึงจะประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานนั้นๆ

และก็ไม่ต้องไปทำพิธีอะไร หรือติดต่ออะไรกับใครทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับตัวโยม ที่จะเลือกปฏิบัติแบบไหน ทางดี หรือทางไม่ดี

 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยอะไรไม่ได้อย่างแน่นอน

สิ่งที่อาตมาเน้นย้ำ สอนลูกศิษย์ทุกคนโดยเฉพาะคือการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะเรื่องนี้เป็นความจริง อันไม่ตาย คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง 

แม้จะมีคนในสมัยหนึ่ง เกิดระแวงว่า ทำไม คนทำชั่ว กลับร่ำรวยเร็ว คนทำดี กลับยากจนลง หรือเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากก็ตาม 

ความจริง ยังคงเป็นความจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
อยู่ตามเดิม ไม่โยกคลอน ทำดีได้ดีแน่ เพราะมันดี อยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ 

แต่ที่มันจะได้เงินหรืออื่นๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วนหนึ่ง 
แม้ทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน มันชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง 
ไปทำเข้า มันก็ชั่ว มาเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีกส่วนหนึ่ง 

ฉะนั้น ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว โดยไม่มีทางหลีกไปทางไหนพ้น

ทำดีได้ดี และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็นเงินดี  ทำชั่วได้ชั่ว และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็นเงินชั่ว

เงินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของที่ดี เย็นอกเย็นใจ  เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็นปีศาจ ผู้สูบเลือดมนุษย์

แม้จะได้เงินมามาก ด้วยการทำชั่ว ก็มีแต่จะยิ่งทำให้เจ้าของเป็นปีศาจมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นความจริง คงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า 
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อยู่จนตลอดกัลปาวสาน

เหมือนการที่เอาก้อนหินปาลงไปในน้ำ ด้วยแรงดันของก้อนหินทำให้น้ำกระเพื่อม ทำให้ปลาในน้ำเกิดความรำคาญ ทำให้ตลิ่งพังเกิดการเสียหาย ผลเกิดทยอยกันไปตามลำดับ ภาษาสมัยใหม่พูดว่า กิริยาและปฏิกิริยา
       
       กิริยา คือ การกระทำ ปฏิกิริยา หมายถึง การกระทำตอบอันเป็นตัวผล เช่น โยมเอาฝ่ามือทั้ง 2 ข้างตบกันเป็นกิริยา เกิดเสียงดัง เจ็บฝ่ามือ หนวกหูคนที่อยู่ใกล้เคียง เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามลำดับ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เป็นอยู่ในอำนาจแห่งกรรม พ้นจากกฎนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด เพราะการประกอบกรรมที่จะให้ได้ผลทางวัตถุนั้น ต้องรอเวลา ต้องรอบุคคล ต้องรอสถานที่ และต้องมีการประกอบให้ตรงกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าพลาดไปก็ยังไม่เกิดผล และทำให้โยมเข้าใจผิดเป็นอื่นไปก็ได้

  เหมือนการปลูกต้นไม้และหวังผล ต้องรอ อย่าใจร้อน ถ้าร้อน ใจก็เป็นทุกข์ เกิดความเศร้าหมอง

โยมเป็นผู้สร้างโชคชะตาของชีวิตให้แก่ตนเอง อนาคตของชีวิตขึ้นอยู่กับการกระทำในปัจจุบัน การเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็เนื่องมาเป็นลำดับโดยการกระทำของโยมเอง หาใช่โดยการกระทำของใครๆในที่ใดไม่ คนที่มีความเชื่อเรื่องกรรม ย่อมไม่มีการลงโทษคนอื่น แต่จักลงโทษตนเองฝ่ายเดียว เป็นความผิดของตนเองเท่านั้น คนอื่นเป็นเพียงตัวประกอบ หาใช่ตัวการสำคัญ

 การแก้ไขเหตุร้ายของชีวิต โยมต้องหันมาแก้การกระทำของโยมไม่ใช่ไปแก้เหตุการณ์ภายนอก ผลของกรรมเกิดแก่ผู้กระทำ เกิดขึ้นเพราะแรงดันของกรรม ไม่มีสิ่งใดมาอยู่เหนือกฎแห่งกรรมอย่างแน่นอน

                                                    ขอเจริญพร

 

                                                  ………………