ลูกอกตัญญู

โพสต์โดย : tin เมื่อ 1 ต.ค. 2559 23:25:41 น. เข้าชม 844 ครั้ง แจ้งลบ

เรื่องโดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม

                                    ‘อกตัญญู ฟ้องร้องพ่อ! เรื่องที่ดิน

                                     ขึ้นศาลจ้างทนายสู้- กรรมตามทัน

                                     สุดท้ายสูญเงิน มากกว่า ราคาที่ดิน


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน ล่าสุดอาตมาเดินทางกลับจากปฏิบัติศาสนกิจที่อเมริกา อาตมาไปและกลับ ด้วยสายการบินไทย รู้สึกภูมิใจในบริการของคนไทย ที่คนทั้งโลกล้วนประทับใจ

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สายการบินไทย หลายท่านเป็นแฟนคอลัมน์จุดไฟในใจคน มติชนสุดสัปดาห์ เมื่อพบเจอ ต่างทักทายปราศรัยด้วยไมตรี มีศรัทธาจริงใจ

พอขึ้นเครื่องบิน โยมถาม ใช่หลวงพี่น้ำฝนมั้ยค่ะ ทำไมตัวจริงดูผอมจัง ไม่เหมือนในทีวีเลย  อาตมาก็เลยตอบไปว่า แต่ก่อนหนัก 149 กิโล ปัจจุบันลดเหลือ 110 กิโล ลดไป 39 กิโล

หัวใจสำคัญอยู่ที่อาหาร ทุกวันนี้อาตมาฉันแต่ผัก ฉันเพลมื้อเดียว ฉะนั้นเรื่องอาหารจึงหมดปัญหาไป เพราะใช้เวลากับการทำงานมากกว่า “การฉันภัตตาหาร”

สำหรับการเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ เป็นเรื่องของกิจนิมนต์ ที่ลูกศิษย์ลูกหา นิมนต์มา อาตมาก็ต้องไป เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ทำกันมานับสิบปีแล้ว

ส่วนที่พักนั้น อาตมาพักวัดไทยลอสแอนเจลิส และการเดินทางครั้งนี้ อาตมานำเยาวชนมูลนิธิหลวงพ่อพูล ไปร่วมแสดงความสามารถด้านการแสดงดนตรี ในงานสงกรานต์ที่แอลเอ และร่วมสืบสานประเพณีสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในรูปแบบของประเพณีไทย

สังคมคนไทยที่แอลเอ อยู่กันอย่างมีความสุข แต่บางครอบครัวก็มีปัญหา ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวนี้ มีพ่อกับลูก ก่อนหน้านี้รักใคร่กลมเกลียวกันดี

พอมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อพ่อยกที่ดินให้ลูก ปรากฏว่าลูกเอาไปขาย

สุดท้ายมีการฟ้องร้อง ระหว่างพ่อกับลูก ต้องขึ้นโรง ขึ้นศาล เสียเงินเสียทองมากมายให้กับทนายความ

ปรากฏว่าเรื่องยังไม่ทันจบ แต่ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการสู้คดีความ มากกว่าราคาที่ดินที่ฟ้องร้องกันเสียอีก

เรื่องลักษณะนี้ สะท้อนไปที่ตัวลูก เห็นชัดเจนถึงความอกตัญญูไม่รู้บุญคุณพ่อผู้ให้กำเนิด

ลูกมีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้เป็นที่ตั้ง ผนวกกับความอยากได้ใคร่มี และมีความโลภสุมในหัวใจ แล้วก็ต้องมาพบกับความเจ็บปวด สูญเสียทรัพย์ เพราะอารมณ์อยากเอาชนะคะคาน

ทั้งที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ซึ่งในหลักความจริง ชีวิตคนเราไม่ว่าจะญาติหรือไม่ใช่ญาติ ถ้าอยู่ในสังคมร่วมกัน มีปัญหาอะไรก็ควรคุยกัน!?!

 หัวใจสำคัญคนยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่นำหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติ

“คนมีความโลภ หลง เป็นแกนนำ พอดำเนินไปเรื่อยๆ ในช่วงชีวิต อยู่ไปก็ไม่เป็นสุข”

ฉะนั้นญาติโยมทั้งหลาย ต้องทำความเข้าใจ กับคำว่า “ช่วงชีวิต” ให้ดีเสียก่อน อาตมายกตัวอย่าง มด มีช่วงชีวิตแค่ 10 วัน ผีเสื้อมีช่วงชีวิต 1 เดือน แต่คนเรามีช่วงชีวิต 80 ปี ส่วนเทวดา พรหม ท่านมีช่วงชีวิต ที่ยืนยาวกว่าโยมนับโกฏิปี

โยมมีชีวิต 80 ปี สามารถเห็นชีวิตมดได้นับหมื่นๆรอบ ถ้าโยมสังเกตดู ก็จะเห็นว่า  เกิดเป็นมด มันเป็นเช่นนี้เอง ออกมาจากไข่ เป็นมดงาน ตอนเช้า ออกจากรังหาอาหาร เย็นกลับรัง เป็นแบบนี้ทุกๆวันจนตาย และโยมก็เห็นซ้ำๆแบบนี้ กับชีวิตมดตัวอื่น โยมเห็นแล้ว เบื่อไหม รู้สึกเช่นไร???

เทวดา พรหม ท่านก็เช่นกัน ท่านเห็นมนุษย์เกิดผสมพันธุ์ ทำงาน ป่วย และตาย มาเป็น ร้อยๆพันๆรอบ ท่านเห็นแล้วก็ปลง ว่า คนนี้เกิด แก่ เจ็บ และตาย

คนนี้สืบเนื่องจากชาติที่แล้ว ทำแบบนี้ ชาตินี้จึงเป็นเช่นนี้ วนเวียนไม่จบสิ้น
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับญาติโยมทุกท่าน จะสนใจดูและศึกษาหาความจริงหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง

สาเหตุที่นำเรื่องนี้มาเล่าขาน เพราะอยากให้ลูกหลานทั้งหลาย ที่หยิ่งผยอง พยายามจะเอาชนะพ่อแม่บุพพการี ด้วยวิธีการต่างๆนานา แบบไม่ปล่อยวาง ไม่รู้จักปลง โยมจงสำนึกถึงการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และขอให้เน้นเรื่องการรักษาศีลห้า ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะถ้าโยมรักษาศีลห้าได้แล้ว โยมก็จะเข้าใจเข้าถึงบาปบุญคุณโทษอย่างถ่องแท้

ส่วนลูกๆทั้งหลายที่สำนึกรู้ตัวว่ากำลังแสดงความอกตัญญู ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่ในขณะนี้ จงตั้งสติ แล้วหวนกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะที่โยมได้กระทำผิดพลาดพลั้งไปแล้วนั้น ล้วนเป็นบาปมหันต์

ฉะนั้นถ้าโยมรักษาศีลห้า และมีความเข้าใจในการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พร้อมทั้งมีความกตัญญูกตเวที ที่ประกอบด้วยความ ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน และรู้บุญคุณคน รวมทั้งก่อนจะทำอะไรควรยึดหลักการ  คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ภายใต้เหตุผล เป็นสำคัญแล้วไซร์ ชีวิตโยมย่อมจักมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

ท้ายสุดนี้อาตมาขอยกตัวอย่าง บุคคลผู้ที่เคยแสดงความอกตัญญู ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า....มาเล่าสู่กันฟัง....  

            ครั้งหนึ่งขณะที่พระบรมศาสดา ประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงความอกตัญญูของพระเทวทัต 

ญาติโยมทุกท่านคงรู้จักพระเทวทัต ที่แม้บวชเข้ามาแล้ว ก็ยังทำ อนันตริยกรรม ทำโลหิตุปบาต และทำสังฆเภท ซึ่งเป็นครุกรรมฝ่ายอกุศล

“ การที่พระเทวทัต ต้องตกที่นั่งลำบากอย่างนั้น ก็เพราะความอกตัญญูของตนเอง มีความปรารถนามักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะปกครองหมู่สงฆ์”

 ถึงกับทูลขอพระศาสดา ว่าต้องการบริหารสงฆ์ด้วยตนเอง

พระบรมศาสดาทรงรู้ว่า พระเทวทัตไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายในวงการพระพุทธศาสนา จึงไม่ทรงอนุญาต

พระเทวทัตจึงผูกใจเจ็บ พยายามอยู่หลายครั้ง ที่จะลอบปลงพระชนม์พระศาสดา

นับตั้งแต่ กลิ้งศิลาก้อนใหญ่ลงจากเขาคิชฌกูฏ ทำให้พระบาทของพระบรมศาสดาห้อพระโลหิต

 ปล่อยช้างนาฬาคีรีตกมันเข้ามาทำร้าย แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรพระองค์ท่านได้  รวมถึงการยุยงคณะสงฆ์จนแตกแยกจากกัน

 บั้นปลายชีวิตของพระเทวทัตยอดอกตัญญูนั้น ก็ต้องถูกกรรมที่ตนเองทำ ส่งผลให้ถูกธรณีสูบ ระหว่างที่เดินทางจะมากราบขอขมาพระบรมศาสดา

 แต่ก็นับเป็นบุญ ที่ยังสำนึกผิดในวินาทีสุดท้าย  และได้กล่าวคำขอขมาพระบรมศาสดา และผลบุญนี้เอง ส่งผลทำให้พระเทวทัต สามารถบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในภพชาติสุดท้ายสืบต่อไป

 

                                                         ขอเจริญพร

                                         ……………………………….