หน้าแรก » คิดไม่ออก บอกหลวงพี่น้ำฝน » เจ้หนึ่ง ตระหนี่ถี่เหนียว

เจ้หนึ่ง ตระหนี่ถี่เหนียว

โพสต์โดย : tin เมื่อ 3 ต.ค. 2559 16:57:09 น. เข้าชม 664 ครั้ง แจ้งลบ

เรื่องโดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม

  ยกย่องคนดี ตระหนี่ ถี่เหนียว!!

   กตัญญู ให้ผู้มีพระคุณ ยืมเงิน

ล้านห้าแสน!! หายวับไปกับตา


                เจริญพรญาติโยมทุกท่าน คิดไม่ออกบอกหลวงพี่น้ำฝนฉบับนี้ อาตมานำเรื่องโยมท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์อาตมา โยมมีบ้านเรือน ตั้งรกรากอยู่ทางภาคอีสาน นานๆครั้ง โยมจะแวะลงมานครปฐม ทำบุญที่วัดไผ่ล้อม สนทนาธรรม ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามธรรมเนียมลูกศิษย์กับครูบาอาจารย์

               สาเหตุที่นานๆลงมา ส่วนหนึ่งเนื่องเพราะ ต้องดูแลธุรกิจครอบครัว พูดง่ายๆก็คือเป็นหัวเรือใหญ่นั่นเอง ส่วนพ่อแม่พี่น้องและหลานนั้น เดินทางมาเยี่ยมมาหาอาตมาบ่อยครั้งมากกว่า

              เฉกเช่นเรื่องราวในคราวนี้ โยมมีปัญหาคาใจ บอกให้ใครรู้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ สุดท้ายประวิงเวลาไว้ไม่ไหว ตัดสินใจโทรหาอาตมา เพื่อหาทางออกในการดำเนินชีวิต อาตมาคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ ก็เลยนำมาเป็นตัวอย่าง สำหรับญาติโยมทั้งหลาย ที่กำลังประสบปัญหาคล้ายกันนี้

                โยมเล่าให้ฟังว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่ ที่เคยมีบุญคุณ เอ่ยปากขอยืมเงิน ครั้งแรกประมาณหลักแสนบาท โยมให้ยืมทันที โดยไม่ได้คิดมากอะไร เพราะใจจริง อยากช่วยเหลืออยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ก็มายืมอีกเรื่อยๆ แต่ละครั้งล้วนมีเรื่องปมปัญหา น่าสงสารทุกครั้ง

               รวมๆแล้ว มียอดเงินสูงถึง หนึ่งล้านห้าแสนบาท แล้วญาติผู้ใหญ่ท่านนี้ ก็หายวับไปกับตา ออกจากสาระบบทันที!!!

               โยมถามหลวงพี่ แล้วอย่างนี้ควรทำอย่างไร?

                โยมไม่ต้องทำอะไร ทำใจให้สบาย และจงภูมิใจ เพราะที่โยมได้ทำลงไปแล้วนั้น คือการสร้างบุญ กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ

               ไม่ต้องไปตามหา ไม่ต้องไปคิดมาก ให้ถือเสียว่าได้ใช้หนี้เขาไป และได้ช่วยญาติผู้ใหญ่ในยามที่เขาตกทุกข์ได้ยาก แค่นี้กุศลก็เกิดขึ้นในใจแล้ว

                องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนชาวพุทธไว้ว่า เพื่อนที่ดี ในวาระอย่างนี้ ต้องหาทางช่วยให้เต็มที่ อย่าว่าแต่ให้เขายืมเท่าที่เขาขอยืมมาเท่านั้น เนื่องจากเขาเป็นคนดี เขาแสนจะเกรงใจเรา เพราะฉะนั้น ที่เขาเอ่ยปากมันเต็มที่แล้ว พระองค์จึงทรงสอนไว้ว่า กรณีเช่นนี้ให้ให้เป็น 2 เท่าของที่เขาขอทีเดียว เพราะเขาเป็นคนดี เคยมีพระคุณกับเรามาก่อน

                แต่ว่าในเชิงปฏิบัติ ถ้าโยมเป็นประเภทตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวให้ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าอย่างนี้ละก็ ใช้คำว่า ลูกผู้ชายใจนักเลง เทกันหมดกระเป๋าช่วยกันเลย ตรงนี้คือวิสัยที่ควรทำเช่นกัน

               ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า การยืมเงิน เป็นสาเหตุหลักของการ ผิดใจกัน ระหว่างเพื่อนฝูง คนรัก ครอบครัว พี่น้อง

              การยืมเงินควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ เมื่อถึงทางตันโดยต้องรับผิดชอบต่อ หนี้สินที่ตัวเองก่อขึ้นกับคนรู้จัก

              การยืมเงินกับคนใกล้ชิด บ่อยครั้ง เป็นการพิสูจน์ใจของกันและกัน ระหว่างผู้ให้ยืม กับผู้ขอยืมเงิน  ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะไม่อยากคุยเรื่องนี้ ไม่อยากให้ใครมายืม แต่บางครั้งด้วย บทบาทหน้าที่ในสังคม ทำให้จำเป็นต้องให้ยืม

               ฉะนั้นญาติโยมผู้ยืม ทุกท่าน โปรดอย่าทำร้ายความน่าเชื่อถือของตัวโยมเอง ด้วยการจ่ายล่าช้า หรือ เบี้ยวชำระหนี้ หากไม่มีจะจ่าย หรือจะขอเลื่อนการจ่าย กรุณาแจ้ง เจ้าของเงินให้ทราบด้วยถึงสาเหตุ  เพื่อให้ตัวโยมมีเครดิต

               สำหรับเรื่องนี้ อาตมาถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อมิตรภาพที่มีต่อกัน เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ ตามหลักพระธรรมแสดงว่า  การช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติ   เป็นมงคลสูงสุดข้อหนึ่ง  ในมงคล 38

              "ถ้าหากญาติ  มีความเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ ถ้าโยมช่วยเขาได้  ก็ควรช่วยเหลือตามกำลัง"  

              คนเราเกิดมาไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียว มีทั้งญาติ  มีเพื่อน และมีคนรู้จัก  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหนีไม่พ้น  เรื่องการยืมเงิน 

             ถ้าช่วยเหลือเขา ก็เป็นบุญกุศลของโยม  แต่ต้องไม่ให้ตัวโยมเดือดร้อน  ช่วยเหลือตามฐานะกำลัง  เพียงน้อยนิดก็ยังดี  การไม่ช่วยเลยไม่ดี  ถึงโยมจะหนีไปไหนก็ไม่พ้น มีทุกที่ทุกวงการ

            เรื่องการยืมเงินมีเยอะในสังคม ผู้ยืมที่เดือดร้อนจริงๆก็ควรช่วยเหลือตามกำลังแต่ถ้าผู้ยืมเป็นคนฟุ่มเฟือย การให้ยืมอาจเป็นการสนับสนุนให้ฟุ่มเฟือยมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดอกุศล ในการถูกยืมเงินควรพิจารณาให้ตามความเหมาะสม ควรให้ก็ให้ ไม่ควรให้ก็ไม่ให้

            สำหรับเรื่องหนี้สิน พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า   สุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ฯลฯ

            ถ้าเขาเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นญาติหรือไม่ใช่ญาติ ถ้าโยมช่วยได้ก็ควรช่วย  เกื้อกูลกันตามฐานะ  ถ้าเป็นญาติกันให้ญาติยืมเงินแล้ว   ถ้าเขาคืนก็ดี   ถ้าเขาไม่คืนเงิน  โยมก็ไม่ควรทวงเงินเขา

            คนที่ให้เงินยืมน่าจะรู้ดีว่า   คนยืมอยู่ในฐานะอะไร     การตัดสินใจการให้หรือไม่ให้ก็ควรอยู่ในดุลพินิจของโยมเอง

            ที่สำคัญโยมต้องยอมรับว่าหนี้นั้นเป็นหนี้กรรมของโยมเอง ถ้าโยมไม่ยอมรับหนี้กรรม  โยมก็เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น นึกถึงทีไร  ก็เสียสุขภาพจิตเมื่อนั้น

           กรณีแบบนี้ ถ้าคิดว่า มันเป็นกรรมของโยมที่ต้องมาชดใช้กันในชาตินี้ ยังไงโยมก็ต้องถูกยืมเงินไปตลอดอยู่ดี สู้คิดบวกว่า จะทำอย่างไรดี   และหาทางแก้ไขจะดีกว่า เช่น ช่วยคิดแนะนำงานเสริมรายได้เพิ่มอีกทางให้กับญาติหรือผู้ที่มาขอยืมเงิน หรือแนะนำเรื่องการใช้จ่ายอย่างไรให้เพียงพอ ไม่ฟุ่มเฟือยและรู้จักเก็บออมด้วยก็จะดี

             ที่สำคัญต้องแผ่เมตตาให้กับญาติของเราด้วยจิตที่เป็นกุศล   ให้เค้าช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่มาเบียดเบียนให้โยมเดือดร้อนอีกต่อไป

          " ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พึงระลึกเสียว่าเมื่อตั้งใจได้ให้เป็นทานไปแล้ว แม้จะได้คืนหรือไม่ ก็ไม่ขอติดใจอะไร ยกให้เป็นบุญเสีย เพราะหากไม่ได้คืนก็จะไม่เจ็บแค้น ผูกโกรธผูกอาฆาตกันต่อไปอีก"

           และถือเป็นการชดใช้คืนแก่เจ้ากรรมนายเวรไป  เป็นการทำทานสละทรัพย์ถือเป็นบุญใหญ่ทำให้ใจกายสุขสบายอย่างแท้จริง!!!

 

                                                        ขอเจริญพร

                                             -------------------------------